ชีวิตไม่ขาดบอลวันเสาร์ที่ 14 เมษายน 2561
พรีเมียร์ลีก
18.30 น. เซาแธมป์ตัน - เชลซี beIN Sport 1(676)
21.00 น. คริสตัล พาเลซ - ไบรจ์ตัน beIN Sport 4(679)
21.00 น. เบิร์นลี่ย์ - เลสเตอร์ ซิตี้ beIN Sport 1(676)
21.00 น. ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ - วัตฟอร์ด beIN Sport 5(667)
21.00 น. สวอนซี ซิตี้ - เอฟเวอร์ตัน beIN Sport 3(678)
23.30 น. ลิเวอร์พูล - บอร์นมัธ beIN Sport 1(676)
01.45 น. ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ beIN Sport 1(676)
บุนเดสลีก้า
20.30 น. แฮร์ธ่า เบอร์ลิน - โคโลญจน์
20.30 น. ฮอฟเฟ่นไฮม์ - ฮัมบวร์ก Fox Sports 3(690)
20.30 น. สตุ๊ตการ์ท - ฮานโนเวอร์
20.30 น. ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น - ไอน์ทรัคท์ แฟรงเฟิร์ต Fox Sports HD(680)
23.30 น. บาเยิร์น มิวนิค - โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค Fox Sports HD(680)/PPTV
ลาลีก้า
18.00 น. เซบีญ่า - บีญาร์เรอัล beIN Sport 2(677)
21.15 น. บาร์เซโลน่า - บาเลนเซีย beIN Sport 2(677)/PPTV
23.30 น. ลาส ปัลมาส - เรอัล โซเซียดาด beIN Sport 2(677)
23.30 น. เลกาเนส - เซลต้า บีโก้
01.45 น. แอธเลติก บิลเบา - เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า beIN Sport 2(677)
เซเรีย อา
20.00 น. กาญารี่ - อูดิเนเซ่
23.00 น. เจนัว - โครโตเน่ beIN Sport 4(679)
23.00 น. คิเอโว่ - โตริโน่ beIN Sport 3(678)
01.45 น. อตาลันต้า - อินเตอร์ มิลาน beIN Sport 4(679)
ลีกเอิง
22.00 น. โอลิมปิก ลียง - อาเมียงส์
01.00 น. ก็อง - ตูลูส
01.00 น. ลีลล์ - แก็งก็อง
01.00 น. น็องส์ - ดิฌง beIN Sport 3(678)
01.00 น. แรนส์ - เม็ทซ์
01.00 น. สตราสบูร์ก - แซงต์ เอเตียนน์

Members

เปิดตำราคุมทีมฉบับ “เป๊ป กวาร์ดิโอล่า” : 16 สูตรสำเร็จแห่งการเป็นแชมป์

"เรือใบสีฟ้า" ยังเดินหน้าคว้าชัยต่อเนื่องได้ติดต่อกันใน พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนี้...นายใหญ่ชาวสเปนมีเคล็ดลับอะไร? ทำไมถึงเก่งเทพกว่าชาวบ้าน? เราได้วิเคราะห์ถึงรูปแบบการทำทีมอย่างละเอียดยิบ เรียกได้ว่านี่คือตำราของกุนซือรายนี้ มาร่วมติดตามกับเราพร้อมๆ กันได้ที่นี่!

 

By : Andrew Murray

Published 17 December 2017

 

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ขึ้นชื่อว่าเป็นกุนซือหนุ่มยุคใหม่ที่ดีที่สุดคนหนึ่งของยุโรป ความสำเร็จอันล้นหลามของเขาสมัยคุมทัพบาร์เซโลนาและบาเยิร์น มิวนิค ทำให้เขาตกเป็นข่าวมาอย่างยาวนานกับทีม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งในที่สุด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นทั้งคู่มาลงเอยด้วยกันเสียที อย่างไรก็ตามการแข่งขันเพียงไม่กี่นัดอาจจะยังบอกอะไรไม่ได้มากนั้น ดังนั้นเรามาเปิดตำราเจาะลึกถึงแนวทางของกุนซือเลือดกระทิงดุรายนี้กันดีกว่า

 

คุมทุกอย่างเอง

 

จงอย่าถามว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา ต้องรับผิดชอบส่วนไหนในสโมสรบ้าง เพราะเขาคือชายผู้ที่ต้องการเป็นที่รักของทุกคนในสโมสร และต้องการอำนาจการตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างการซื้อตัว การใช้เงิน ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ ในสนามซ้อมเลยทีเดียว เรียกได้ว่าหากได้เขาเข้ามานั่งเก้าอี้กุนซือแล้วละก็ ขอให้ทุกคนรับมือกับการผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ได้เลย

 

กวาร์ดิโอลาเริ่มงานผู้ฝึกสอนกับทีมสำรองของบาร์เซโลนา ซึ่งหลังจากคุมทีมได้ราวๆ 1 ปี โจน ลาปอร์ต้า ประธานสโมสร “เจ้าบุญทุ่ม” ในเวลานั้น ก็จัดการผลักดันอดีตกัปตันทีมรายนี้ขึ้นมาเป็นกุนซือชุดใหญ่แทนที่ของ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ที่โบกมืออำลาทีมออกไป แน่นอนว่ามันทำให้เป๊ปและลาปอร์ต้านั้นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน 

 

ทว่าหลังจากที่ ซานโดร โรเซลล์ชายผู้ที่กวาร์ดิโอลาดูจะไม่ค่อยจะลงรอยด้วยซักเท่าไหร่เข้ามาแทนที่ของลาปอร์ต้าได้ไม่กี่ปี กวาร์ดิโอลาก็ตัดสินใจโบกมืออำลาทีมไปในที่สุด โดยหลังจากนั้น เจ้าตัวก็เก็บข้าวของเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลกว่า 6,000 กิโลเมตรเพื่อไปพักผ่อนอยู่ที่มหานครนิวยอร์ก

 

หลังจากพักผ่อนบนดินแดนลุงแซมได้ระยะหนึ่ง เป๊ปก็หวนกลับมาวงการลูกหนังอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้เจ้าตัวเลือกประเทศเยอรมันเป็นสถานีปลายทาง เพื่อที่กวาร์ดิโอลาจะเข้าไปคุมทัพ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมแห่งเมืองเบียร์นั้นเอง

 

และก็เป็นอีกครั้งที่เจ้าตัวดูจะมีปัญหากับสมาชิกในทีม เพรามีรายงานว่าเจ้าตัวดันไปมีปากเสียงกับ ฮานส์-วิลเฮล์ม มุลเลอร์ หมอเทวดาประจำถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า ที่รับใช้สโมสรแห่งนี้มานานถึง 38 ปี โดยกวาร์ดิโอลาเชื่อว่าสาเหตุที่ลูกทีมของเขาได้รับบาดเจ็บบ่อยๆ นั้นในช่วงนั้น เป็นความผิดของหมอมากประสบการณ์รายนี้ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้งคู่อยู่ร่วมทีมกันไม่ได้อีกต่อไปซึ่งสุดท้ายแล้วก็เป็นคุณหมอเทวดาผู้ที่ต้องเก็บข้าวของออกจากทีมไปตามระเบียบ ยุติช่วงเวลาเกือบ 4 ทศวรรษกับสโมสรไว้เพียงอดีต

 

ความสัมพันธ์ระหว่างกวาร์ดิโอลา และ อูลี เฮอเนส ประธานสโมสรในเวลานั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นสนิทสนมเลยทีเดียว เพราะพวกเขามักจะทานอาหารร่วมกันพร้อมกับแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตกันอย่างสนุกสนาน ทว่าหลังจากที่นายใหญ่แห่งค่ายเสือใต้เข้าไปพัวพันกับคดีหนีภาษีจนมีอันต้องติดคุกติดตารางไป ทำให้เป๊ปออกอาการเคว้งไปเลยทีเดียว ทว่าสุดท้ายมันก็ค่อยๆ ดีขึ้น เมื่อ คาร์ล ไฮนซ์ รุมเมนิเก้ ประธานฝ่ายบริหารของสโมสรผู้ที่เชื่อมั่นในความสามารถของเป๊ปมาโดยตลอดบอกกับเขาว่า ทัพบาเยิร์น มิวนิคจะต้องเดินไปข้างหน้าต่อไปแม้ว่าจะสูญเสียหัวเรือใหญ่ไปก็ตาม

 

ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลสุดท้ายของเขากับทัพอาซูลกราน่า กวาร์ดิโอลาต้องการที่จะปล่อยตัว เคราร์ด ปิเก้ ปราการหลังตัวเก่ง และ ดาเนียล อัลเวส แบ็คจอมบุกในเวลานั้นออกจากทีมไป ทว่าสุดท้ายแล้วมันก็ไม่เคยเกิดขึ้น และคนที่เป็นฝ่ายไปเองก็คือ เป๊ป…

 

สรุปได้ว่า ทำตามที่เขาต้องการซะ หรือไม่เช่นนั้นเขาจะเป็นฝ่ายเดินจากไป

 

แทคติกหลากหลาย

 

กุนซือเลือดสเปนรายนี้เป็นกุนซือที่เลือกใช้แทคติกหลากหลายทีเดียว ทว่าไม่ว่าเขาจะเปลี่ยนแผนไปกี่แบบก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยก็คือความคาดหวังในตัวนักเตะ เพราะอะไรนะเหรอ? ก็เพราะว่าเป๊ปผ่านการเรียนรู้รูปแบบการเล่นมาอย่างมากมายสมัยเป็นนักเตะ ซึ่งเขาก็ผ่านมาได้อย่างไร้ที่ติ

 

“เดี๋ยวนายลงไปเล่นเป็นตำแหน่งปีกนะ” อดีตเทรนเนอร์ของลา มาเซีย รายนี้กล่าวกับ โอริโอล ทอร์ท กองกลางวัย 13 ปี หลังจากที่ทีมของพวกเขาตกเป็นฝ่ายตามอยู่ 1-0 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะจับมิดฟิลด์ตัวกลางมาเล่นเป็นปีกดื้อๆ แบบนั้น ทว่ากวาร์ดิโอลาทำได้ เขาจับกองกลางรายนี้ถ่างออกมายืนอยู่ริมเส้นและทำได้ดีทีเดียว

 

“วันนั้นเราชนะ 3-1 ลูกทีมของผมได้สัมผัสบอลมากขึ้นในช่วง 15 นาที ซึ่งผมคิดว่ามันมากกว่าตลอดทั้งครึ่งเลยละมั้ง เพียงแค่การปรับทัพเล็กน้อย ผมก็สามารถเปลี่ยนกระแสของเกมได้แล้ว ผมคิดว่าทอร์ทรู้เรื่องเกี่ยวกับฟุตบอลดีกว่าคนที่คิดค้นมันเสียอีกนะ” เป๊ป เขียนเอาไว้ในหนังสือ La Meva Gent, El Meu Futbol ที่เขาเป็นคนเขียนเอง

 

แน่นอนว่าหากเด็กอายุ 13 ทำได้ แล้วใครจะทำไม่ได้ล่ะ….

 

กุญแจคือการสื่อสาร

 

ถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือ เป๊ป เป็นกุนซือที่ชอบพูดคุยเกี่ยวกับฟุตบอล ทุกๆ ครั้งที่เขาไปคุมทีมไหนก็ตาม สิ่งแรกที่เขามักจะทำก็คือการ “คุย” เขาจะคุยกับนักเตะทุกๆ คนในตอนเช้าก่อนที่ทุกคนจะลงสนามซ้อม (“เขาใช้เวลาทั้งหมดในการอธิบายให้เราเข้าใจว่าเขาต้องการอะไรจากเรา” ดาเนี่ยล อัลเวส กล่าว) อีกทั้งเขายังไม่รีรอที่จะชมนักเตะของตัวเองดัวยหากใครก็ตามสมควรได้รับมัน

 

กวาร์ดิโอลามักจะใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมงต่อวันเพื่อพูดคุยกับลูกทีมเขาเป็นรายคนเพื่อที่จะใช้ประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะนักเตะเพื่อช่วยให้ลูกทีมเค้นฟอร์มเก่งออกมาตามที่เขาต้องการ โดยเฉพาะกรณีของ เยโรม บัวเต็ง กองหลังตัวเก่งของทีมเสือใต้ ที่เป๊ปช่วยขัดเกลาให้บัวเต็งเป็นกองหลังที่เล่นบอลแบบมีสมองมากกว่ามีแต่พละกำลัง ขณะเดียวกัน ฟิลิปป์ ลาห์ม เองก็ใช้เวลา 15 นาทีทุกๆ วัน เพื่อรับวิชาการเล่นมิดฟิลด์จากอดีตแข้งรายนี้ ส่วนนักเตะที่ใช้สัญชาตญานในการเล่นอย่างริเบรีนั้นคงไม่ต้องพูดอะไรมาก

 

“เขา (เป๊ป กวาร์ดิโอลา) ไม่ได้เพียงแค่บอกเราว่าต้องทำอะไร แต่เขาบอกเราด้วยว่าทำไมเราต้องทำแบบนั้น” เคราร์ด ปิเก้ กล่าวถึงอดีตเจ้านาย

 

กวาร์ดิโอลานับเป็นกุนซือที่ใกล้ชิดกับลูกทีมของเขามากๆ คนหนึ่ง เห็นได้จากเมื่อปี 2014 ตอนที่ ปิแอร์ เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก ดาวรุ่งของทีมสูญเสียคุณพ่อของเขาไปจากโรคมะเร็ง เชื่อหรือไม่ว่ากวาร์ดิโอลาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาทันที นอกจากนั้นกุนซือเลือดสเปนรายนี้ยังต้องการที่จะให้มีการส่งชื่อตัวจริงและตัวสำรองรวมกันได้ 20 คนในเกมหนึ่งๆ เพราะเขาเกลียดการที่จะมาบอกกับใครคนใดคนหนึ่งว่าจะไม่มีชื่อติดทีมชุด 18 คนตอนแมตช์เดย์

 

ยิ่งไปกว่านั้น กวาร์ดิโอลาเป็นคนที่เลือกใช้คำพูดหลากหลายกับนักเตะของตัวเอง ซึ่งที่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าเขาต้องการใช้จิตวิทยาหรืออะไร เพียงแต่เขาต้องการจะสื่อความรู้สึกของตัวเองให้ตรงที่สุดกับลูกทีมของเขาเท่านั้นเอง “พวกคุณทุกคนยอดเยี่ยมมากๆ” กวาร์ดิโอลากล่าวกับลูกทีมเจ้าบุญทุุ่มก่อนที่พวกเขาจะลงสนามไปตัดสินแชมป์กับบียาร์เรอัลเมื่อปี 2010 ซึ่ง 2 วันก่อนหน้านั้น ทัพเจ้าบุญทุ่มเพิ่งจะพ่ายให้กับอินเตอร์ มิลานของ โชเซ่ มูรินโญ่ มาหมาดๆ “ผมแค่อยากบอกพวกคุณเพียงอย่างเดียว วันนี้หากคุณลงไปเล่นแล้วแพ้จนเราทำแชมป์หลุดมือ ขอให้จำไว้ว่ามันไม่เป็นไร อย่าไปใส่ใจกับมัน”

 

แมตช์ในวันนั้นจบลงด้วยสกอร์ 4-0 แน่นอน “พวกเขาชนะ”

 

สร้างทีมโดยมีศูนย์กลาง

 

ทุกๆ ครั้งที่ลูกทีมลงสนาม เป๊ป จะเลือกนักเตะคนหนึ่งมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนเกมราวกับเป็นคอนดัคเตอร์ของวงออร์เครสต้ายังไงยังงั้น ซึ่งคนที่รับบทนี้ในถิ่นคัมป์ นู ก็คือ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ มิดฟิลด์ตัวรับของทีม (หรือบางครั้งก็เป็น ชาบี เอร์นานเดซ หรือ อันเดรส อิเนียสต้า) ขณะที่ในถิ่นอัลลิอันซ์ อารีนานั้น ทั้ง ธิอาโก้ อัลคันทารา, ชาบี อลอนโซ และ ฟิลิปป์ ลาห์ม ต่างก็ผ่านบทบาทนี้มากันหมด

 

ย้อนไปเมื่อปี 2001 เป๊ปเคยเขียนไว้ในหนังสือชีวประวัติของตัวเองว่า “โยฮัน ครัฟฟ์ เคยบอกกับผมว่า ถ้าเกิดผมถูกทำฟาวล์ นั่นหมายความว่าผมเองนั่นแหละที่เป็นคนผิด เพราะผมเก็บบอลไว้กับตัวนานเกินไป ผมต้องพยายามปล่อยบอลให้เพื่อนร่วมทีมก่อนที่จะโดนทำฟาวล์ให้ได้”

 

นอกจากนั้น กวาร์ดิโอลามักจะสอนให้ลูกทีมของเขารู้จักการดึงจังหวะด้วย เขามักจะบอกให้บรรดาผู้เล่นของเขาเก็บบอลไว้กับตัวนานขึ้นเล็กน้อย เพื่อที่จะดึงให้ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามหลงกล “สมัยที่ผมเป็นนักเตะ ผมมักจะพยายามดึงจังหวะไว้นิดหน่อยเพื่อให้คู่แข่งคิดว่าผมจะส่งบอลออกข้าง ซึ่งพอคู่แข่งเปิดช่อง โป้ง! ผมแทงเข้ากลางทันที” กวาร์ดิโอลาเผยทริคของเขาเอาไว้ในหนังสือ “Pep Confidential” เมื่อปี 2014

 

การตัดสินใจจับลาห์ม ที่เล่นแบ็คขวามาโดยตลอด ขยับเขามายืนด้านในเป็นกองกลางนั้นนับเป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับใครหลายๆ คน

 

“เขาฉลาดมากๆ เลยล่ะ แถมยังเข้าใจเกมเป็นอย่างดี เขารู้ว่าจังหวะไหนควรหุบเข้ามาด้านใน หรือจังหวะไหนที่จะต้องปักหลักอยู่ริมเส้น ผมว่าผู้ชายคนนี้โคตรเก่งเลยนะ” กวาร์ดิโอลาพูดถึงลูกทีมของเขา

 

ถ้าจะให้กล่าวสั้นๆ ลาห์มเป็นมิดฟิลด์ที่เล่นได้มีระเบียบมากๆ เขาจะรู้เสมอว่าเพื่อนร่วมทีมของเขาอยู่ตรงไหน หน้าที่ของเขาคือการเก็บบอล หาตำแหน่งและคอยตัดบอลคู่แข่งให้ได้ แน่นอนว่าคนที่จะเล่นในตำแหน่งนี้ได้นั้นต้องฉลาดและเข้าใจในเกมสูงมากๆ แถมการที่เจ้าตัวต้องมารับบทนี้เพียงคนเดียวจากเดิมที่ควรจะเป็น 2 คน ตามแผน 4-2-3-1 นั้นก็เพราะว่ากวาร์ดิโอลาจะสามารถเล่นเกมบุกได้อย่างเต็มที่

 

ขณะเดียวกัน หากกวาร์ดิโอลาต้องการครองเกมเหนือคู่แข่งให้ได้ทั้งหมด ผู้เล่นที่เขาจะเลือกใช้บริการก็คือ ธิอาโก้ กองกลางผู้ที่เขาจำเพาะเจาะจงว่าต้องซื้อมาร่วมทีมให้ได้ตั้งแต่รับไม้ต่อมาจากกุนซือคนเก่าในปี 2013

 

“พื้นฐานก็คือการครองบอลและเปิดเกมจากแดนหลัง” ธิอาโก้ พูดถึงแทคติกที่กวาร์ดิโอลาใช้สมัยที่อยู่กับบาร์ซาและบาเยิร์น “แน่นอนว่าทุกทีมล้วนแตกต่างกัน แต่ผมบอกได้เลยว่า ทุกๆ ทีมที่เป๊ปคุมนั้น พื้นฐานของพวกเขาคือการครองบอล มันเหมือนเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาไปแล้ว”

 

32 นาที

 

ความหลงใหลในฟุตบอลของกวาร์ดิโอลานั้นเป็นที่รู้ๆ กันอยู่ เราต้องรู้ว่าเขาทุ่มเททุกเช้าในการวางแผนจัดโปรแกรมฝึกซ้อมให้ลูกทีม เลือกแผนการเล่นที่จะใช้ในเกมต่อไป หรือเรื่องการซื้อตัวของทีม อีกทั้งเขายังใช้เวลาส่วนหนึ่งในการศึกษาคู่ต่อสู้รายต่อไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าความทุ่มเทของเขามันจะสำเร็จก็ต่อเมื่อเขาสามารถสร้างแนวทางการเล่นของทีมให้ตรงตามที่เขาต้องการ และลูกทีมของเขาสามารถตอบสนองออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

มาเนล เอสติอาร์เต้ ผู้ช่วยส่วนตัวของกวาร์ดิโอลา ได้ตั้งกฏ 32 นาทีขึ้นมา มันคือจำนวนนาทีที่กวาร์ดิโอลาสามารถหันหน้าหนีจากอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับฟุตบอลได้ บางครั้งเขาหมกมุ่นอยู่กับฟุตบอลจนต้องมีคนบอกให้เขาไปกินข้าว หรือกลับบ้านไปเล่นกับลูกๆ ของเขา มาเรีย, มาริอุส และวาเลนติน่าบ้าง เขาถึงจะละจากสิ่งเหล่านี้ได้ ทว่าหลังจากเวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง กุนซือรายนี้ก็จะพาตัวเองกลับมาอยู่ในโลกของฟุตบอลอีกอยู่ดี

 

“เขาจะนั่งมองเพดาน และเวลาที่คุณพูดกับเขา ถึงแม้ว่าเขาจะพยักหน้าเหมือนได้ยินคุณ แต่ความจริงแล้ว เขาคงกำลังคิดถึงกองหลังคู่แข่งนัดต่อไปอยู่แน่ๆ” เอสติอาร์เต้กล่าวไว้ในหนังสือ Pep Confidential

 

รูปแบบเกมรับคือสิ่งสำคัญ

 

แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะรู้จักเป๊ปในนามกุนซือที่เน้นเกมรุก แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วเขาทุ่มเทกับการเล่นเกมรับแค่ไหน การที่เขาจริงจังกับเรื่องนี้แน่นอนว่ามันก็ตอบแทนออกมาเป็นฟอร์มที่ยอดเยี่ยมดังที่เห็นๆ กัน โดยนับตั้งแต่ที่เขาเข้ามาคุมทัพเสือใต้ตั้งแต่วันแรกจนถึงช่วงพักเบรคหนีหนาวฤดูกาล 2015/16 เชื่อหรือไม่ว่า ทีมเสือใต้ลงสนามในลีกทั้งหมด 85 นัด พวกเขาเสียเพียงแค่ 49 ประตู แถมยังเก็บคลีนชีทได้ถึง 50 นัดอีกด้วย

 

“การเล่นเกมรุกนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องของความสามารถเฉพาะตัว แต่เกมรับมันคือเรื่องของการฝึกซ้อม ถ้าคุณต้องการเล่นเกมบุกเยอะๆ คุณก็ต้องมีแผนเกมรับที่ดีจริงๆ ก่อน” กุนซือเลือดกระทิงดุ กล่าว

 

ฆาบี มาร์ติเนซ กองหลังของบาเยิร์น มิวนิคครั้งหนึ่งก็เคยต้องปรับแนวทางการเล่นของตัวเองชนิดที่ว่าเริ่มจาก 0 ใหม่เพื่อให้เข้ากับของเป๊ป โดยสลัดระบบการเล่นแบบประกบตัวที่เคยรู้จักในแคว้นบาสก์ มาเริ่มต้นรู้วิธีการเล่นเกมรับแบบยืนคุมโซน แน่นอนว่ามันใช้เวลาพอสมควรสำหรับเจ้าตัว โดยเฉพาะ 6 เดือนแรกที่เรามักจะได้ยินเสียงของกุนซือใหญ่ตะโกนลั่นสนามซ้อมซาเบเนอร์ สตราสเซ่ (เป็นภาษาสแปนิชตลอด) ว่า “ฆาบี เติมขึ้นไปสิ”, “ไม่ใช่ตอนนี้ฆาบี” หรือ “ดูดานเต้สิ ฆาบี”

 

“เราซ้อมเชิงแทคติกเยอะมากๆ เขาให้ผมดูคลิปกว่า 200 คลิป และสอนผมว่าคอนเซ็ปต์ในการเล่นแบบที่เขาต้องการเป็นยังไง เมื่อไหร่ที่ควรขยับ เมื่อไหร่ที่ควรเลี้ยง เมื่อไหร่ที่ต้องประกบ เขารู้ว่าต้องสอนผมอย่างไรในทุกๆ ครั้งที่เราพบกัน ผมคิดว่าเขาสุดยอดมากๆ” กองหลังรายนี้กล่าว

 

ความจริงแล้วสิ่งที่กวาร์ดิโอลาต้องการนั้นคือการเล่นเป็นทีม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการที่ทั้งทีมเล่นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเพรสซิ่ง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากกองหลังของทีมเพรสซิ่งสูง นั่นหมายความว่ามิดฟิลด์ตัวกลางก็จะต้องถอยลงมาทดแทนกัน เช่นเดียวกับปีกที่จะต้องลงมาแทนตำแหน่งของฟูลแบ็ค ซึ่งถ้าหากลองเปรียบเทียบยุคของเป๊ป และกุนซือคนก่อน จะเห็นว่าเขาปรับให้ลูกทีมบีบสูงขึ้นราวๆ 7 เมตร แน่นอนว่าการเล่นเกมมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย นักเตะจะต้องผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างหนักเนื่องจากพวกเขาต้องรู้ว่าจังหวะของตัวเอง

 

ทว่าแทคติกเกมรับของกวาร์ดิโอลานั้นไม่ได้จบเพียงแค่ลูกทีมของเขาแย่งบอลคืนสำเร็จ แต่เมื่อเปลี่ยนจากรับเป็นรุก ลูกทีมทุกคนจะต้องเติมขึ้นไปสนับสนุนคอนดัคเตอร์ของพวกเขาด้วย กวาร์ดิโอลาต้องการให้ลูกทีมของเขาผ่านบอลกันให้ได้ถึง 15 ครั้งยามที่อยู่ในสนาม ซึ่งหากทำได้ มันจะเป็นการรักษารูปแบบการยืนไปในตัวแม้ว่าจะเปิดเกมรุกใส่คู่แข่งอยู่ ดังนั้นนี่จึงแผนที่เปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้อย่างรวดเร็ว แถมยังป้องกันคู่ต่อสู้ไม่ให้มีโอกาสสวนกลับเร็วได้อีกด้วย

 

ทว่าสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ชอบก็คือ การที่ลูกทีมต่อบอล 15 ครั้งโดยที่ไม่ได้ขยับไปไหน มันจึงเป็นที่มาว่า กวาร์ดิโอลาเกลียดการเล่นแบบ “ติกิ-ตาก้า”

 

เกลียด ติกิ-ตาก้า

 

ใช่แล้วล่ะ ดูเหมือนว่าเป๊ปจะไม่ค่อยชอบสิ่งที่คล้ายๆ กับเป็นสไตล์ของเขาเอาซะเลย

 

“ติกิ-ตาก้า คืออะไร มันเป็นแค่คำที่คนมโนขึ้น” เป๊ปพูดถึงสไตล์อันโด่งดัง ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจาก ฆาเวียร์ เคลเมนเต้ นักวิจารณ์รายหนึ่งที่ใช้เรียกสไตล์ต่อบอลของทีมชาติสเปนเมื่อปี 2006 “มันเป็นชื่อเรียกของการต่อบอลไปเรื่อยๆ การต่อบอลแบบไร้จุดหมายหรือความดุดันใดๆ ผมจะไม่ยอมให้ลูกทีมที่ยอดเยี่ยมของผมเล่นแบบนั้นแน่”

 

หลายๆ คนพยายามจะเลียนแบบสไตล์ของเป๊ป ทว่าพวกเขามักจะเข้าใจมันผิดๆ ว่าหัวใจของการเล่นแบบนี้คือการต่อบอล ทำให้จากเดิม สิ่งที่เป๊ปย้ำหนักย้ำหนาเกี่ยวกับการเคลื่อนที่อย่างมีอิสระ ได้กลายเป็นความพยายามต่อบอลมากครั้งเพื่อลำเลียงบอลสู่กรอบเขตโทษคู่แข่ง แน่นอนว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับพวกบรรดาทีมที่พยายามจะเลียนแบบนั้นล้มเลวโดยสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่พวกเขาพยายามทำอยู่เป็นเพียงการเคาะบอลไปมาเพื่อสร้างพื้นที่สำหรับเปิดเกมรุกเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม กวาร์ดิโอลาได้ทิ้งแนวทางอันยอดเยี่ยมของตัวเองไว้ให้กับทัพบาร์เซโลนาใช้มาถึงทุกวันนี้ ทว่าสำหรับเส้นทางใหม่บนแดนผู้ดีกับแมนฯ ซิตี้นั้น เจ้าตัวคงต้องใช้เวลาราวๆ 6 เดือนเหมือนสมัยกับทีมเสือใต้ ในการปรับความเข้าใจของนักเตะและทีมงานให้เข้าใจถึงปรัชญาการทำทีมของเขาเสียก่อน แน่นอนว่าช่วง 6 เดือนนี้ มันจะเป็นการฝึกซ้อมที่เข้มข้นมากๆ เนื่องจากกุนซือหนุ่มรายนี้เชื่อว่า การฝึกซ้อมอย่างหนักคือกุญแจที่จะทำให้ลูกทีมเข้าใจถึงแนวทางที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา

 

สำหรับหลักการแรกในการซ้อมตามสไตล์ของกวาร์ดิโอลานั้นก็คือการเล่น “ลิงชิงบอล” (ภาพ เอ) โดยนักฟุตบอลประมาณ 8 คนต้องยื่นล้อมวงและมีคนอยู่ตรงกลางวง จากนั้นจึงเริ่มส่งบอลไปรอบๆ พร้อมกับนับจำนวนครั้ง ซึ่งเป้าหมายก็คือ 30 ครั้ง ถ้าหากใครส่งเสียก็ต้องเข้าไปอยู่ตรงกลางเพื่อไล่บอลแทน สำหรับการฝึกซ้อมแบบนี้ จะช่วยในเรื่องของทักษะการควบคุมบอลในพื้นที่ที่จำกัด รวมทั้งการแก้ไขสถานการณ์ยามที่โดนบีบเร็วด้วย

 

ยิ่งไปกว่านั้น เป๊ปได้ทำให้การซ้อมแบบนี้ซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อเขาทำการแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ( 4 ต่อ 4) และเพิ่มนักเตะอิสระเข้าไปอีก 3 คน ซึ่งจะเปลี่ยนฝั่งไปได้เรื่อยๆ ตามคนที่เป็นฝ่ายได้บอล ทำให้มันเหมือนกับเป็นเกม 7 ต่อ 4 กลายๆ (รูป บี) ซึ่งแน่นอนว่า มันทำให้เกมนี้ยากขึ้นไปอีกขั้น และเมื่อฝ่ายใดพลาดท่า พวกเขาก็สามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นฝ่ายวิ่งไล่ได้ทันที การฝึกแบบนี้จะช่วยเสริมในเรื่องของความพร้อมในการไล่เพรสยามที่เสียบอล รวมทั้งการขยับหาพื้นที่เวลาที่เพื่อนร่วมทีมได้บอลด้วย

 

“ความลับของการฝึกแบบนี้ก็คือ เราต้องเทไปเจาะฝั่งใดฝั่งหนึ่งจนกระทั่งคู่แข่งต้องขยับมาป้องกัน ซึ่งตรงนี้แหละที่เราต้องเปลี่ยนแกนไปเจาะอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นเราถึงต้องคิดถึงการส่งทุกๆ ครั้ง เราต้องล่อคู่แข่งให้มาติดกับของเรา และจากนั้นจึงเผด็จศึกให้ได้” กวาร์ดิโอลากล่าว

การที่จะทำแบบนั้นได้แน่นอนว่าลูกทีมของเขาจะต้องฟิตพอสมควรเลยทีเดียว ดังนั้นการซ้อมหนักในช่วงปรีซีซั่นจึงเป็นเรื่องปกติมากๆ ในมิวนิค โดยในช่วงต้นเดือนตุลาคม ฤดูกาล 2013/14 (ฤดูกาลแรกของเป๊ปในเยอรมัน)  เขานำลูกทีมลงซ้อมไปแล้วร่วม 100 เซสชั่น แถมทุกการซ้อมยังเป็นการซ้อมกับบอล ไม่ใช่เพียงแค่วิ่งไปมาเท่านั้นด้วย

 

“เราซ้อมกันแบบเข้มข้นสุดๆ แม้แต่ลิงชิงบอลเราก็เอาจริง คุณต้องทุ่มเท 100% เต็มหรือไม่งั้นก็อย่าซ้อมดีกว่า ถ้านักเตะคนไหนไม่เห็นด้วยกับการซ้อม พวกเขาจะไปซ้อมวิ่งขึ้นเขาหรืออะไรก็ได้ แต่บอกได้เลยว่ามันไม่มีทางทำให้คุณรีดศักยภาพสูงสุดออกมาได้” กวาร์ดิโอลากล่าว

 

สำหรับการฝึกซ้อมในช่วงเช้านั้น มักจะเริ่มที่การยืดเส้นยืดสายช่วงเช้ากับฟิตเนสเทรนเนอร์อย่าง ลอเรนโซ บัวนาเวนตูรา โดยจากภาพ ซี จะเห็นได้ว่านักเตะแต่ละคนจะต้องเคลื่อนที่ไปทั่วทั้งสนาม พวกเขาต้องกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง ตามด้วยการวิ่งไปที่มุม ก่อนจะจบด้วยการยิงประตู ซึ่งสำหรับโปรแกรมของเป๊ปสมัยที่คุมทีมทีมสำรองของบาร์เซโลนาคว้าแชมป์นั้น สามารถหาดูได้ในอินเตอร์เนต

“มันเป็นการซ้อมที่ยากนะ แต่มันก็จำเป็นหลังจากที่เราได้แชมป์มาทุกรายการแล้ว เป๊ปสอนอะไรใหม่ๆ ให้เราเต็มไปหมด” ฟิลิปป์ ลาห์มพูดถึงการฝึกซ้อมของเป๊ปหลังจากนายใหญ่ชาวสเปนเข้ามาคุมทีมได้ครบปี

 

ไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่เป๊ปเขามาทำทีม บาเยิร์นก็จัดประตูสุดสวยด้วยการต่อบอล 94 ครั้ง ใส่แมนฯ ซิตี้ ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก  ดังนั้นขอบอกบรรดากองหลังในลีกผู้ดีไว้เลยว่าจงเตรียมพร้อมให้ดี

 

จอมคิดค้นแทคติก

 

กวาร์ดิโอลามักจะเปลี่ยนแผนการเล่นอย่างรวดเร็วจนเหมือนกับว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมาย ตัวเลขเหล่านั้นกลายเป็นเพียง “เบอร์โทรศัพท์” สำหรับพวกเขา ซึ่งการที่ทัพเสือใต้จะทำเช่นนี้ได้ มันสะท้อนให้เห็นว่าลูกทีมของเขามีความยืดหยุ่นในการปรับแผนการเล่นมากแค่ไหน

 

แน่นอนว่ามันต้องผ่านการศึกษามาอย่างหนัก รู้หรือไม่ว่าเป๊ปต้องนั่งดูเทปย้อนหลังของคู่แข่งถึง 6 นัด บวกกับไฮไลท์ต่างๆ ที่ คาร์เลส แปลนชาร์ต หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลเตรียมไว้ให้ด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้ มันช่วยให้กวาร์ดิโอลามักจะหาวิธีที่ทำให้ลูกทีมชนะได้เสมอ “มันคือช่วงเวลาที่ผมมีเป้าหมาย” เป๊ปกล่าว

 

ครั้งหนึ่ง ลิโอเนล เมสซี กองหน้าตัวเก่งของบาร์ซ่าก็เคยถูกอดีตนายใหญ่รายนี้จับไปรับบทบาท False 9 ในเกม “เอล กลาซิโก” ปี 2009 ซึ่งก็ประสบความสำเร็จทีเดียว โดนย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น 1 คืน  เป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้เรียกกองหน้าตัวเก่งของทีมนี้เข้ามาในออฟฟิศของเขาตอนราวๆ 4 ทุ่มครึ่งเพื่อที่จะบอกกองหน้ารายนี้ว่าเขาต้องทำอย่างไรถึงจะทำผลงานได้มีประสิทธิภาพ

แทคติกของกวาร์ดิโอลานั้นมักจะเน้นการขึ้นเกมจากแดนหลัง ซึ่งสมัยที่เขาคุมทัพอาซูลกราน่านั้น ปิเก้ มักจะเป็นคนที่พาบอลขึ้นหน้าเพื่อเชื่อมกับแดนกลาง ขณะที่บาเยิร์นนั้น บัวเต็งคือคนที่รับหน้าที่นี้

 

“ผมไม่ใช่นักคิดค้นอะไรทั้งนั้น” เป๊ป กวาร์ดิโอลา กล่าว “ผมเป็นเพียงคนที่นำไอเดียอื่นๆ มาปรับใช้ “ ซึ่งมันก็จริงของเขา เพราะวิชาที่เขาได้รับการถ่ายทอดมาจาก โยฮัน ครัฟฟ์ และ หลุยส์ ฟาน กัล ที่บาร์เซโลนาและอาหยักซ์นั้นดีจนยากที่จะมองข้าม (เป๊ป เขียนไว้เองว่า “พวกเขาสามารถทำให้สิ่งต่างๆ ให้สมบูรณ์แบบได้ พวกเขามอบบทเรียนเกี่ยวกับฟุตบอลให้กับทุกๆ คนในโลกใบนี้) ทว่ามันก็มีเพียงไม่กี่คนที่จะกล้าทำแบบเป๊ปยามส่งลูกทีมลงเล่นเกมใหญ่ๆ อย่างเอลกลา ซิโก

 

กุญแจคือพื้นที่การยืน

 

ไม่ว่าจะเป็นแผน 4-3-3 ที่พาบาร์ซ่าคว้าดับเบิ้ลแชมป์ หรือ แผนสมัยที่ใช้คุมบาเยิร์น มิวนิค ล้วนก็มีจุดเหมือนๆ อย่างหนึ่งก็คือ ลูกทีมของเขาต้องลำเลียงบอลไปให้กับผู้เล่นที่ดีที่สุดพร้อมกับเปิดพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้ได้

 

โดยสมัยที่อยู่สเปน ผู้เล่นที่รับบทนี้ก็คือ ชาบี และ อิเนียสต้า ส่วนที่มิวนิค ก็เป็น ฟร้องค์ ริเบรี และ อาร์เยน ร็อบเบน โดยก่อนอื่นๆ จะขอพูดถึงแข้ง 2 รายแรกก่อน ชาบีและอิเนียสต้านั้น นับเป็นมิดฟิลด์สายคลาสสิคที่จะคอยรับส่งบอลอยู่บริเวณพื้นที่ระหว่างกองหลังตัวกลางกับฟูลแบ็ค และคอยป้อนบอลให้เมสซี ขณะที่ 2 รายหลังอย่างร็อบเบน และริเบรีนั้นจะตัดเข้ามาด้านในเพื่อรับบอลและเริ่มเกมรุกจากตรงนั้น ซึ่งลักษณะนี้จะเรียกว่า การเล่นแบบ ฮาล์ฟสเปซ

 

สำหรับการฝึกซ้อมการเล่นรูปแบบนี้ กวาร์ดิโอลาจะต้องสร้างสนามซ้อมที่แบ่งพื้นที่ต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน (แบ่งเป็น 5 ช่องตามแนวสนาม และ 4 ช่องขวางสนาม)  โดยพื้นที่ริมเส้นจะเล็กที่สุด ตามด้วยพื้นที่ติดกับริมเส้น (สีฟ้าอ่อน) ซึ่งตรงนี้เองที่นักเตะดังกล่าวจะต้องคอยเข้ามารับบอล และป้อนให้กองหน้า

เส้นจำลองเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเฉยๆ พวกมันมีกฎเหล็กที่นักเตะจะต้องทำตามอย่างเคร่งครัดอยู่ ซึ่งก็คือ นักเตะต้องระวังไม่ให้มีผู้เล่นมากกว่า 3 คนอยู่ในช่อง(แนวขวาง)เดียวกัน รวมถึง 2 คนในช่องตามแนวสนาม

 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าริเบรีตัดเข้าในจากปีกซ้าย ดาวิด อลาบ้า แบ็คซ้ายของทีมก็จะต้องวิ่งโอเวอร์แลปขึ้นไป และเพื่อเป็นการทดแทนตำแหน่งของอลาบ้า มิดฟิลด์ 1 คนก็ต้องถ่างออกมายืนด้านซ้ายแทน ลูกทีมของกวาร์ดิโอลาต้องซ้อมการเคลื่อนที่แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งถ้าหากมีใครพลาด พวกเขาก็ต้องเริ่มใหม่ เนื่องจากแทคติกนี้ห้ามพลาดเวลาแข่งจริงๆ โดยเด็ดขาด

 

“มันเป็นแบบนี้ทุกเกมเลย” กวาร์ดิโอลาตะโกนระหว่างที่ทีมเก็บตัวอยู่ที่กรุงโดฮาเมื่อเดือนมกราคม ปี 2014 ซึ่งตอนนั้นมีคนถ่ายคลิปวิดิโอไว้ได้พอดี ซึ่งดูจากคลิปแล้วคุณคงไม่อยากอยู่ในสถานการณ์ที่เป๊ปเดือดอย่างแน่นอน

 

อาหารการกินคือสิ่งสำคัญ

 

การจะเป็นยอดนักเตะนั้น คุณจะต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินด้วย โดยครั้งแรกที่กวาร์ดิโอลาเห็นเค้กและขนมหวานต่างๆ วางเรียงรายเตรียมไว้สำหรับลูกทีมของเขาในวันแรกของช่วงปรีซีซั่น เขาถึงกับต้องเรียกนักโภชนาการของทีมมาคุยทันที

 

ปกติแล้วนักเตะทุกคนจะต้องรับประทานอาหารที่ทางสโมสรจัดเตรียมไว้ให้ ทว่าหลังจากที่มีนักเตะเพียงแค่ 4 คนของทีมเสือใต้ทำตามข้อบังคับนี้หลังเกมที่พบเนิร์นแบร์กในเดือนสิงหาคมปี 2013 เป๊ปถึงกับต้องพูดกับลูกทีมของเขาว่า “ผมจะไม่บอกคุณเป็นครั้งที่ 2 นะ แต่คุณต้องกินอาหารที่สโมสรจัดไว้ให้ภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากที่แข่งเสร็จเท่านั้น และผมคิดว่าทุกคนเป็นมืออาชีพมากพอ ผมเชื่อว่าทุกคนจะเริ่มปฏิบัติตามตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะ”

 

ไม่ต้องสวยงาม

 

จงอย่าหลงคิดว่าเป๊ปคือกุนซือที่เน้นความสวยงาม เพราะจริงๆ แล้ว เขาคือกุนซือที่ผ่านการคว้าแชมป์มาถึง 21 ใบ ตลอด 8 ฤดูกาลหลังสุด และยังคงกระหายในแชมป์ต่อไป

 

ลึกๆ แล้ว เขาก็ต้องการให้ทีมชนะพร้อมกับการเล่นที่สวยงาม ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่เขาเลือกทีมเสือใต้เป็นสถานีต่อไปหลังจากแยกทางกับบาร์เซโลนาอันเป็นสถานที่ๆเขาต้องการจะกลับไปสักวันหนึ่งเพื่อบริหารลา มาเซีย เพราะที่นี่ เขาต้องการที่จะพิสูจน์ว่าเขาสามารถก้าวข้ามผลงานสุดเพอร์เฟ็กต์ที่ จุ๊ปป์ ไฮน์เกส กุนซือคนเก่าทิ้งไว้ให้ได้ โดยก่อนที่เจ้าตัวจะตกลงย้ายมาคุมทัพที่นี่นั้น กวาร์ดิโอลาได้ทำการศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับทุกๆ ทีมในศึกบุนเดสลีก้า เพื่อดูว่าพวกเขาเล่นเกมสวนกลับกันอย่างไร ทว่าหลังจากใช้เวลาจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ พูดคุยกับนักเตะ และศึกษารายละเอียดยิบย่อยต่างๆ เขาก็เริ่มรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเรื่องไร้ความหมายทันทีหากลูกทีมของเขาไม่สามารถคว้าชัยมาได้

 

“มันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวนะ คุณต่างรู้ว่าเขาต้องการให้คุณเล่นอย่างไร และนำมาปรับใช้กับความสามารถของคุณ ซึ่งเมื่อทำแบบนี้ มันก็ทำให้ผลงานออกมาดีตามไปด้วย ต้องยอมรับเลยว่าเป๊ปทำให้พวกเราหลายๆ คนเหนื่อยจนหอบได้เลย เขาจริงจังและเข้มงวดมากๆ เขาทำให้เราเหนื่อยเสมอ” ธิอาโก้กล่าว

 

บุคคลที่ 3 สำคัญมาก

 

กวาร์ดิโอลามักจะชอบให้ผู้เล่นรักษาตำแหน่งตรงปีก ถ้าขึ้นเกมทางฝั่งขวา ฝั่งซ้ายจะต้องอยู่ติดกับริมเส้นเข้าไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระจุกตัวตรงกลางสนาม

 

“คนที่เล่นอยู่ทางขวาจะไม่ได้รับอนุญาตให้โยกมาอยู่ทางซ้าย คนที่อยู่ซ้ายก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ทางขวา” เธียร์รี่ อองรี อดีตศูนย์หน้าบาร์เซโลน่ารำลึกความหลังในรายการมันเดย์ ไนท์ ฟุตบอล ของช่องสกาย สปอร์ตส์

 

มันคือสิ่งที่กวาร์ดิโอลาเรียกว่า “บุคคลที่สาม” ซึ่งเป็นคนที่อยู่วงนอกเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเพรสซิ่งและรอคอยโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแกนเกิดขึ้น นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมการวางบอลยาวของ ชาบี อลอนโซ่ ถึงสำคัญต่อระบบของบาเยิร์นมาก ไม่ว่าจะเล่นเป็นกองหลังหรือตัวเชื่อมเกมโดยธรรมชาติก็ตาม

 

มันคือระบบที่เป๊ปเรียนรู้จากดรีมทีมของครัฟฟ์ ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขา กวาร์ดิโอลาได้อธิบายการเล่นแบบนี้ว่าเป็น “การจำกัดพื้นที่ของปีก” เอาไว้

 

แต่มันก็มีพื้นที่ให้วาดลวดลายอยู่นั่นก็คือตรงบริเวณพื้นที่สุดท้ายที่กวาร์ดิโอล่าอนุญาตให้ลูกทีมของเขาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระตามแต่เห็นสมควรว่าน่าจะยิงประตูได้ ไม่ว่าจะเป็นเมสซี่, โธมัส มุลเลอร์ หรือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โดยอองรีกล่าวเสริมว่า “เขาเคยพูดไว้ว่า งานของผมคือการพาคุณเข้าไปอยู่ในพื้นที่สุดท้าย งานของคุณคือการจบสกอร์” พื้นที่สุดท้ายคือพื้นที่อิสระสำหรับเรา แต่ถ้าคุณไม่ทำในสิ่งที่เขาขอให้ทำ คุณจะเจอกับปัญหา เมื่อเป๊ปมีแผน ก็ต้องเคารพแผนของเขา”

 

โดยสตาร์เลือดน้ำหอมเคยเจอมากับตัวเขาเองในปี 2008 เมื่อรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้บอลมากนักในครึ่งแรกในนัดที่ชนะสปอร์ติ้ง ลิสบอน ถึงโปรตุเกส 5-2 ทำให้อองรีทิ้งพื้นที่ทางกราบซ้ายเอาไว้

 

“ผมได้ยินเขาโวยวายอยู่ข้างสนาม แต่ผมก็ยังคงอยู่ที่ตรงนั้น ผมไม่แคร์” อองรียอมรับ “แล้วผมยิงประตูได้ด้วย แต่ตอนพักครึ่งเขาก็ถอดผมออก”

 

นักเตะทุกคนมีงานและโครงสร้างของเป๊ปต้องเดินตาม

 

คุณต้องเชื่อเป๊ป

 

แม้บาร์ซ่าจะเน้นต่อบอลกันมาก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวก็ยินยอมปรับมาใช้การครอสบอลมากขึ้นตอนคุมบาเยิร์น “ผมไม่ได้เคร่งอะไรขนาดนั้น” เขากล่าวในหนังสือ Pep Confidential “ผมแฮปปี้ที่มีการพัฒนา แต่ได้โปรดอย่าขอร้องให้ผมทำในสิ่งที่ไม่เชื่อ” และถ้าคุณไม่ทำในสิ่งที่เขาตั้งธงเชื่อไว้ คุณจะพบว่าตัวคุณเองโดนหมางเมิน

 

กวาร์ดิโอลาจะไม่โอนอ่อนผ่อนตามนักเตะที่ไม่ปรับตัวทำตามในสิ่งที่เจ้าตัวขอให้ทำ ซึ่ง ฆาบี มาร์ติเนซ, ลาห์ม และริเบรี่ต่างก็เชื่อเขาแล้วก็ได้ดีทั้งนั้น “ผมรักคุณเป๊ป” ปีกชาวฝรั่งเศสบอกกับเขาในปี 2014 “ผมเป็นแค่เด็กตามท้องถนน คุณจะอยู่ในหัวใจผมเสมอ”

 

ซึ่งเจ้าตัวนั้นเคยจัดการกับนักเตะที่มีอีโก้จัดมาแล้วอย่าง ซามูเอล เอโต้,​ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ มาริโอ มานด์ซูคิช ซึ่งทั้งสามคนจบลงด้วยการอยู่กับเป๊ปได้แค่ฤดูกาลเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่าบังเอิญที่พวกเขาต่างเป็นศูนย์หน้าจอมถล่มประตูทั้งนั้น

 

“ผมผิดหวังในตัวกวาร์ดิโอลาเพราะเขาไม่ได้ปฏิบัติกับผมด้วยความเคารพ จุ๊ปป์ ไฮน์เกส ยังดีกว่าตั้งสองเท่า” มานด์ซูคิชที่ย้ายไปแอตเลติโก มาดริด หลังจากที่เป๊ปย้ายเข้ามายังถิ่นอลิอันซ์ อารีน่า ได้ซีซั่นเดียวกล่าว นอกจากนี้เอโต้และอิบรายังโดนด้วยเช่นกัน

 

แม้การที่กวาร์ดิโอลาจะชอบเล่นระบบศูนย์หน้าตัวหลอกอาจไม่เอื้อกับเลวานดอฟสกี้นัก แต่จากการที่หัวหอกชาวโปลซัดไปถึง 48 ตุง จาก 75 นัดแรกในสีเสื้อบาเยิร์นก็พิสูจน์แล้วว่า ถ้าคุณเต็มใจที่จะปรับตัว เป๊ปก็จะเปลี่ยนแทคติกให้คุณ

 

ในวันที่ ดั๊กลาส คอสต้า ย้ายจากชัคเตอร์ โดเนทสก์ มายังบาเบิร์นนั้น เป๊ปได้ถามว่า “คุณพร้อมที่จะเปิดใจเรียนรู้วิธีการเล่นฟุตบอลหรือยัง” ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะถูกจับยืนในตำแหน่งปีกซ้ายที่ไม่คุ้นเคย แต่สตาร์ชาวบราซิเลียนก็ทำไป 5 ประตูกับอีก 12 แอสซิสต์ก่อนปิดเบรคหนีหนาว เขาเรียนรู้ได้ดี ซึ่งหลายคนก็สงสัยว่าบรรดาดาวดังในพรีเมียร์ลีกที่คุ้นเคยกับการใช้พละกำลังมาก่อนแทคติกจะสามารถทำตามได้หรือไม่

 

เขาชอบความเสี่ยง

 

กวาร์ดิโอลาเชื่อมั่นในไอเดียของตัวเอง อย่างไรก็ตามกลับพบว่ามันอาจเป็นเรื่องล้มเหลวได้เช่นกัน เมื่อกวาร์ดิโอลาได้นำระบบ 3-4-3 มาใช้กับบาร์เซโลน่าในฤดูกาล 2011/12 เพื่อสร้างความท้าทายให้กับนักเตะที่คว้าแชมป์มาหมดทุกรายการแล้ว ผลปรากฏว่าทีมอาซูลกราน่าเสียแชมป์ลีกให้กับเรอัล มาดริด ของ โชเซ่ มูรินโญ่ และตกรอบตัดเชือกด้วยน้ำมือของเชลซี

 

ถ้าเขามีสองตัวเลือก เขามักจะเลือกตัวเลือกที่เสี่ยงกว่าเสมอ (‘เป๊ปยอมบุกแล้วแพ้มากกว่าจะอุดแล้วปลอดภัย’ อองรีเคยกล่าวถึงอดีตเจ้านายตัวเองเอาไว้) ซึ่งเจ้าตัวได้รับความชื่นชมจากการเล่นเกมรุกอย่างมาก อย่างไรก็ตามในเกมใหญ่ๆ แผนของเป๊ปมักจะตกม้าตายเสมอสมัยที่คุมบาเยิร์น

 

อย่างแรกเลยก็คือตอนแชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศปี 2014 หลังจากแพ้ที่บ้านเรอัล มาดริด 1-0 ในเลกแรก ระบบ 4-2-3-1 ได้ถูกนำมาใช้ในเกมนัดที่สองที่บ้านของตัวเอง โดยมีตัวรุก 4 คนทั้งร็อบเบน, ริเบรี่ และ โธมัส มุลเลอร์ ยืนอยู่สูง โดยมีมานด์ซูคิชค้ำหอก ผลปรากฏว่าพ่ายราชันชุดขาวยับ 4-0

 

12 เดือนต่อมา ก็มีเครื่องหมายคำถามขึ้นอีกเกี่ยวกับแทคติกของเป๊ปที่เขาเลือกใช้หลังสามคน (บัวเต็ง, ราฟินญ่า, เมห์ดี้ เบนาเตีย) เพื่อลงเผชิญหน้ากับสามทหารเสือของบาร์เซโลน่าอย่างเมสซี่, เนย์มาร์ และหุลยส์ ซัวเรซ “บางที เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อาจจะเป็นโค้ชคนเดียวในโลกที่กล้าใช้แผนนี้ที่คัมป์ นู” แกรี่ เนวิลล์ ออกความเห็น “ถ้าเป็นคนอื่นคงคิดว่า ‘จะประกบสองอย่างไรดี, หรือจะต้องใช้การสกรีน’”

 

แต่หลังจากเกมผ่านไปได้ 20 นาที เขาก็ต้องปรับมาเป็นหลัง 4 และบาเยิร์นก็แพ้ 3-0 บ่อยครั้งที่การเสี่ยงก็ได้ผล แต่บางครั้งก็ไม่ได้ นั่นทำให้เขาต้องระมัดระวังกับการใช้แผนเป็นอย่างมากในพรีเมียร์ลีก

 

เขาหมกมุ่นเป็นกิจวัตร

 

ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย เขามักจะมีกระบวนการเตรียมทีมสำหรับนัดต่อๆไปที่ยาวนาน นั่นแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของกุนซือวัย 44 ปีได้เป็นอย่างดี

 

โดยสองวันก่อนหน้าทุกๆเกม กวาร์ดิโอลาและ โดเมเนค ทอร์เรนท์ จะวิเคราะห์ข้อมูลและวีดิโอคู่แข่ง และเก็บตัวอยู่แต่ในออฟฟิศของแต่ละคนเพื่อที่ว่าความคิดของพวกเขาจะไม่ไปรบกวนกันและกัน จากนั้นกวาร์ดิโอลาก็จะวางแผนเองเป็นเวลาหลายชั่วโมง และหยุดบ้างเป็นบางครั้งแชร์ไอเดียกับลูกชายมาริอุสและลูกสาวคนโตมาเรีย ก่อนจะนำมาเปรียบเทียบกับการวิเคราะห์ของทอร์เรนท์

 

ขณะเดียวกันก็มีการพูดคุยกันก่อนเกมถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเป็นตอนซ้อมก่อนแข่งหนึ่งวัน ซึ่งจะบอกถึงผลการวิเคราะห์จากวีดิโอ ซึ่งจะโฟกัสไปที่ว่าคู่ต่อสู้ที่พวกเขาจะต้องเจอด้วยเล่นกันอย่างไร ครั้งที่สอง ช่วงเช้าวันแข่งที่จะบอกรายละเอียดการเล่นเกมรับและการเล่นลูกเซ็ตพีซตอนทีมบุก ส่วนครั้งสุดท้ายจะเป็นสองชั่วโมงก่อนเกมที่กวาร์ดิโอลาจะโฟกัสเกี่ยวกับเกมบุกและกระตุ้นลูกทีมโดยรวม

 

น่าประหลาดใจตรงที่เขาไม่เคยเข้าห้องแต่งตัวนักเตะก่อนเกมเลย โดยเชื่อว่านั่นคือพื้นที่่ส่วนตัวของนักเตะ

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เขาทำเป็นประจำในเกมก็คือการทำสัญญาณมือและตะโกนกระตุ้นตลอดเวลา ขณะเดียวกันบนอัฒจันทร์ คาร์เลส แปลนชาร์ต หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ก็จะส่งภาพการเคลื่อนที่ในบางจังหวะไปยังไอแพดของทอร์เรนท์ที่อยู่บนม้านั่ง และช่วงพักครึ่งเป๊ปก็จะเข้าไปติวเข้มกับลูกทีมในห้องแต่งตัว

 

หลังเกมคือช่วงเวลาที่เขาผ่อนคลายที่สุดแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถทานอาหารได้เลยเสียทีเดียว เขามักจะพูดคุยอย่างเป็นกันเอง และเดินไปรอบๆเลาญจน์นักเตะเพื่อพูดคุยกับสิ่งที่ได้เจอกับใครก็ตามที่ฟัง และเป็นที่รู้กันว่าเขามักจะหยิบอาหารในจานนักเตะไปกินนิดๆหน่อยๆ ขณะที่อะดรีนาลีนกำลังออกจากร่างกาย ก่อนที่จะสวาปามทีหลังในช่วงเย็น จากนั้นก็จะกลับไปยังสนามซ้อมและใช้เวลาในการเตรียมทีมต่อไป

 

เขาเป็นคนวิจารณ์ตัวเองหนักมาก

 

“เป๊ปไม่เคยพอใจอะไรเลย” ธิอาโก้กล่าว “เขาไม่เคยสนุกสนานกับเกมฟุตบอลเลย เพราะเขามักจะหาข้อผิดพลาดเพื่อแก้ไขอยู่เสมอ เป๊ปไม่เคยแฮปปี้เลย เขาคือคนที่นิยมความสมบูรณ์แบบ”

 

บางทีมันอาจเป็นเพราะว่าความพ่ายแพ้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับเขา อย่างไรก็ตามกวาร์ดิโอลาไม่เคยโทษใครหนักเท่ากับตัวเอง

 

ซึ่งความปราชัยต่อเรอัล มาดริด 4-0 ถือเป็นสิ่งที่เจ้าตัวเสียใจอย่างมาก เพราะอุตส่าห์เปลี่ยนจากหลัง 3 คนมาเป็น 4 แต่กลับพ่ายยับเยิน ซึ่งทำเอาเขาและบรรดาสต๊าฟฟ์โค้ชต้องกรอเทปดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงตีสองเลยทีเดียว

 

ถึงแม้การมายังพรีเมียร์ลีกของเขาจะต้องเจอกับคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา เมื่อฟุตบอลอังกฤษมักจะตกเป็นประเด็นความสนใจอยู่เสมอ แต่นั่นก็ไม่เท่ากับที่เป๊ปทำกับตัวเองแน่นอน

 

เพราะมันคือผลกระทบจากความคาดหวังที่เกิดขึ้นจากการเตรียมทีมเสียดิบดี เพราะถ้าคุณหมกมุ่นในเกมลูกหนังมากพอๆกับเป๊ป คุณก็จะรู้สึกอย่างเดียวกัน “งานของผมทั้งหมดก็คือการดูวีดิโอของคู่แข่ง” เขากล่าว “แล้วจากนั้นก็หาวิธีที่จะทำลายล้างพวกเขา”

 

พบกับทีมงานของเป๊ป

 

พวกเขารวมตัวกันที่บาร์เซโลน่าและตามไปยังบาวาเรียก่อนจะเป็นที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบกับบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังผู้จัดการทีมรายนี้กัน

โดเมเนค ทอร์เรนท์ - ผู้ช่วยโค้ช

 

เขาอยู่กับกวาร์ดิโอล่าตั้งแต่ปี 2007 โดยทอร์เรนท์ไต่เต้าจากการเป็นแมวมองในทีมบาร์เซโลน่า เบ ก่อนจะกลายเป็นผู้ช่วยโค้ชที่บาเยิร์น ทอร์เรนท์อยู่กับบาร์ซ่านานกว่าเป๊ป 1 ปี ก่อนจะถูกดึงมาทำงานที่เยอรมันเพื่อมาเป็นผู้ช่วย

 

เขาต้องมีไอแพดติดตัวอยู่บนม้านั่งสำรองเสมอ ทอร์เรนท์ได้รับเครดิตอย่างมากในการโน้มน้าวกวาร์ดิโอลาให้ขยับ ฟิลิปป์ ลาห์ม จากฟูลแบ็คมาเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางเป็นครั้งแรกในเกมที่เป็นทางการ (เกมญูฟ่า ซูเปอร์คัพ 2013 กับเชลซี)

 

“การตัดสินใจครั้งนั้นเหมือนเป็นจิ๊กซอว์ที่เชื่อมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน” กวาร์ดิโอลากล่าว “ถ้าเราได้แชมป์อะไรสักอย่าง มันก็เป็นเพราะสิ่งนั้นนั่นเอง”

 

มาเนล เอสติอาร์เต้ - ผู้ช่วยส่วนตัว

 

เขาถือเป็นหนึ่งในนักโปโลน้ำที่ดีที่สุดตลอดกาล (เขาเป็นที่รู้จักในนามมาราโดน่าแห่งเกมโปโลน้ำ) เอสติอาร์เต้ได้เจอกับกวาร์ดิโอลาเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2002 ในโอลิมปิกส์ที่บาร์เซโลน่าและเป็นเพื่อนซี้กันตั้งแต่นั้น เขาเคยเป็นผู้ประสานงานภายนอกที่บาร์ซ่า ก่อนจะมาร่วมงานกับเป๊ปในฐานะผู้ช่วยส่วนตัว

 

โดยก่อนที่จะมีการดวลจุดโทษในเกมยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ปี 2013 นั้น กวาร์ดิโอลาได้ใช้ความยอดเยี่ยมทางกีฬาโปโลของเอสติอาร์เต้มากระตุ้นทีมให้เอาชนะเชลซีของมูรินโญ่ “เขาคือคนที่ยิงจุดโทษได้ดีที่สุดในโลก” เป๊ปกล่าวกับนักเตะ “ผมได้เรียนรู้สองสิ่งจากมาเนล หนึ่งคืออย่าเปลี่ยนใจ สองคือเชื่อมั่นว่าตัวเองจะยิงเข้า” และไม่มีนักเตะบาเยิร์นคนไหนพลาดเป้าเลย

 

ลอเรนโซ่ บัวนาเวนตูร่า - โค้ชฟิตเนส

 

ถ้าไม่มีบัวนาเวนตูร่าคอยคุมซ้อม แผนของกวาร์ดิโอลาอาจจะล้มเหลวก็ได้

 

บัวนาเวนตูร่าคือลูกศิษย์ของปาโก้ เซรุลโล่ โค้ชฟิตเนสของ โยฮัน ครัฟฟ์ ที่บาร์เซโลน่า ผู้เป็นติวเตอร์ของเป๊ปในยุค 80 ซึ่งบัวนาเวนตูร่าก็เห็นด้วยกับกวาร์ดิโอลาที่ว่าการซ้อมต้องมีบอลอยู่กับตัวเสมอ เพื่อทำให้โมเดลฟุตบอลของพวกเขาประสบความสำเร็จ

 

เขาเป็นมันสมองที่อยู่เบื้องหลังการเล่นอันเป็นระบบของกวาร์ดิโอลาทั้งหมด

 

คาร์เลส แปลนชาร์ท - หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์

 

แปลนชาร์ทมาถึงมิวนิคในเวลาเดียวกับทอร์เรนท์ และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เยอรมันด้วยการวิเคราะห์รูปแบบการเล่นของบาเยิร์นจากบนอัฒจันทร์เพื่อส่งไปยังไอแพดของทอร์เรนท์ ซึ่งกวาร์ดิโอลา, ทอร์เรนท์ และแปลนชาร์ทจะใช้มันในการคุยกับลูกทีมในช่วงพักครึ่ง

 

แต่การวิเคราะห์ฟอร์มคู่แข่งต่างหากที่ถูกใจกวาร์ดิโอลามากสุด เพราะบ่อยครั้งแปลนชาร์ทจะเข้าไปดูฟอร์มคู่แข่งล่วงหน้าถึง 6 เกมที่มาพร้อมกับข้อมูลละเอียดยิบย่อย

 

ซึ่งงานของแปลนชาร์ทจะถูกส่งให้หนึ่งวันหลังจากจบเกมก่อนหน้า เพื่อที่จะได้ออกแบบการซ้อมในเกมถัดไป

 

เขาเป็นคนตลกร้าย

 

พบกับ มาร์ตี เปราร์เนา นักเขียนผู้ใกล้ชิดกับเป๊ปเป็นการส่วนตัวที่บาเยิร์น

 

คุณใช้เวลากับกวาร์ดิโอลามากกว่าใครๆนอกวงการฟุตบอล เขาเป็นคนอย่างไร?

 

เขามีอะไรที่พิเศษน้อยมาก เขาแค่เป็นคนธรรมดา ในฐานะโค้ช เขามีชื่อเสียงมาก และอย่างที่คุณเห็นนั่นล่ะว่าเขาจะเก็บตัวและไม่ต้องการให้ใครมายุ่งครอบครัวของเขา

 

แม้จะมีการคิดกันว่าโค้ชที่ยิ่งใหญ่อย่างเขาจะต้องมีอะไรที่แตกต่างไปจากนี้แน่ๆ แต่นั่นไม่ใช่อย่างนั้นเลย เขาถ่อมตัวและรับมือกับปัญหาต่างๆด้วยตัวเองเสมอ จะมีที่พิเศษก็คือวิธีการสร้างสรรค์ฟุตบอลนั่นล่ะ เขาเข้าใจมันอย่างถ่องแท้จนหาคนเปรียบเทียบยาก

 

เขาเคยหยุดคิดถึงเรื่องกีฬาบ้างไหม?

 

เขาเคยนะ แต่ส่วนใหญ่ชีวิตประจำวันของเขามีแต่ฟุตบอลอยู่แล้ว เขาหมกมุ่นอยู่แต่กับการสร้างทฤษฎีต่างๆก็เพื่อให้มันดีขึ้น นิสัยของเขาคือเป็นคนชอบเรียนรู้ เขาชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงบินไปนิวยอร์ค, ไปมิวนิค แล้วก็ไปอังกฤษ

 

เขาชอบพูดติดตลกอยู่เสมอว่าอยากจะเจอกันที่ร้านอาหารซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็คือการเรียนรู้ เขาพบกับคนใหม่ๆ, เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ และจากนั้นเขาก็นำวัฒนธรรมเหล่านั้นมาใช้ในงานโค้ชของเขา นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงไปค่ายกักกันที่ดาเคา และมันก็จะเป็นอย่างเดียวกันที่อังกฤษด้วย เขาเป็นกุนซือที่ดีขึ้นกว่าตอนที่ก่อนจะไปเยอรมันก็เพราะสิ่งนี้

เขารับมือกับความพ่ายแพ้อย่างไร?

 

มันมีผลมากกว่าคนอื่น เพราะเขาแทบจะไม่เคยแพ้เลย เขาโทษตัวเองในเกมรอบรองชนะเลิศที่แพ้เรอัล มาดริด ในปี 2014 เขาเจ็บปวดมากและใช้เวลาหลายวันเลยกว่าจะทำใจได้ เขามักจะอยู่กับโค้ชของเขาและวิเคราะห์ว่า “ทำไม” เขาพยายามจะไม่หลงระเริงไปกับชัยชนะหรือว่าจมปลักกับความพ่ายแพ้มากนัก

 

เขามีอารมณ์ขันบ้างไหม?

 

เขาเป็นตัวสร้างเสียงฮากับนักเตะอย่างแท้จริง แค่ในตอนแรกพวกเขาไม่เข้าใจแนวทางของเป๊ปที่บาเยิร์นเท่านั้นเอง เขาค่อนข้างเป็นคนตลกร้ายเลยทีเดียว แต่พวกนักเตะจะคิดว่าเขาพูดจริงจัง แม้เจ้าตัวจะชอบกระตุ้นนักเตะอยู่เสมอ แต่เป๊ปก็สัมผัส, กอด หรือแม้กระทั่งจูบด้วยเช่นกัน เขามีความเป็นละตินอยู่ในตัวสูงมากทีเดียว

 

เขามีปัญหากับสื่อบ้างไหม?

 

เขามักจะไม่ให้สัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวนะ นอกเหนือจากว่าได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตามคุณสามารถถามเขาได้ทุกเรื่องในการแถลงข่าว ซึ่งนักข่าวที่เยอรมันอาจจะไม่ชอบเขานัก แต่นั่นแหละชีวิต คุณมีโอกาส 4 ครั้งในการพูดคุยกับเขา นั่นก็คือก่อนและหลังจบเกมซึ่งสัปดาห์นึงตกแล้วจะมีสองแมตช์ให้ลงเตะ และเขาก็จะพูดน้ำไหลไฟดับเลยทีเดียว เขาชอบพูดเรื่องฟุตบอล, ปรัชญาและทีมของเขา

การอยู่ได้ใกล้ชิดกับเขา 1 ปีเป็นอย่างไรบ้าง?

 

ผมไม่รู้จักกับเขาเลยก่อนที่เจ้าตัวจะมามิวนิค มันเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ที่ได้ใกล้ชิดกับโค้ชฝีมือเยี่ยมที่สอนให้ลูกทีมรู้ถึงวิธีการใหม่ๆเช่นนี้ แล้วดูพวกเขาสิกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญไปแล้ว ผมอาจจะสงสัยในตอนแรกเริ่ม แต่ลาห์ม, ร็อบเบน รวมถึงริเบรี่ก็กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ด้วยเช่นกัน และพยายามที่จะทำในสิ่งที่เป๊ปต้องการให้ได้แม้จะยากก็ตาม

 

แต่เราคิดว่าหลายอย่างจะต่างออกไปที่พรีเมียร์ลีก

 

เป๊ปอาจครองความยิ่งใหญ่ในสเปนและเยอรมันมาก่อน แต่ฟุตบอลอังกฤษก็มีความท้าทายของตัวมันเองอยู่เช่นกัน

 

“ฟุตบอล, ฟุตบอล,​ฟุตบอล”

 

เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องใช้เวลา 3 เดือนจึงจะรู้ว่าฟุตบอลอังกฤษมันมีแต่เรื่องของเกมการแข่งขันล้วนๆ แม้แต่กุนซือชาวเยอรมันที่ขึ้นชื่อเรื่องการเตรียมทีมที่ดียังไม่เข้าใจว่าทำไมเอฟเอ คัพ จึงต้องมีรีเพลย์ และลีกคัพรอบรองชนะเลิศถึงต้องมีนัดเหย้าเยือน กวาร์ดิโอลาจะได้ใช้เวลาคุมทีมในสนามมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

 

กุนซือจอมแทคติก

 

กวาร์ดิโอลาจะได้เจอกับพาร์ดิโอลา พรีเมียร์ลีกอาจเสีย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไป แต่ก็ไม่ขาดแคลนจ้าวแทคติก ตั้งแต่พาร์ดิวไปจนถึง โชเซ่ มูรินโญ่ และเป๊ปคือคนที่พวกเขาอยากจะเจอด้วย

 

ระวังพวกสื่อ

 

แม้ว่า หลุยส์ ฟาน กัล จะเจอดีทันทีที่เข้ามา แต่ก็ยังปล่อยให้สื่อเข้ามามีอิทธิพลต่อเขา ต่อให้จะมีการตะคอกผ่านการแถลงข่าวหลายครั้งก็ตาม และกับผู้จัดการทีมที่มีความเป็นส่วนตัวสูงตั้งแต่ในสนามซ้อมไปจนถึงการให้สัมภาษณ์อย่างเขา ในที่สุดก็จะพบว่าไม่เหลือความเป็นส่วนตัวเลยในพรีเมียร์ลีก

 

ไม่มีเบรคหนีหนาว

 

นอกเหนือจากอิสราเอลแล้ว ลีกที่ขึ้นกับยูฟ่าทุกประเทศมีเบรคหนีหนาวหมด และนั่นคือสิ่งที่กวาร์ดิโอลาจะต้องปรับตัว เพราะช่วงเวลาของเขาที่สเปนมีเบรคสองสัปดาห์ ส่วนที่เยอรมันมี 4 สัปดาห์ เสียใจด้วยนะซินญอร์ แต่ที่เลสเตอร์ไม่เหมือนกับกาตาร์แน่นอน

 

ไม่มีเกมไหนที่ง่าย

 

คำพูดเก่าๆกำลังกลับมาอีกครั้งในซีซั่นนี้ เมื่อลิขสิทธิ์ทีวีฉบับใหม่ทำให้ทีมเล็กๆในพรีเมียร์ลีกมีเงินทุนที่จะเสริมทัพได้พอๆกับทีมใหญ่บนแผ่นดินยุโรป “หลังจากที่เราบุกไปชนะอาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล และแมนฯซิตี้ถึงถิ่น คนก็คิดว่าเราจะชนะนอริช 6-0” สลาเวน บีลิช บิ๊กบอสเวสต์แฮมกล่าวเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน “แต่มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น” กลายเป็นว่าพวกเขาเสมอ 2-2 ในอังกฤษมีทีมหมูๆน้อยกว่าสเปนและเยอรมันเยอะ

 

===================================

เครดิต : fourfourtwo.com

ติดตามข่าวสารได้ที่เวปหลักของประเทศไทย www.mcfc.in.th

Views: 569

Reply to This

Replies to This Discussion

เยี่ยมเลย ขอบคุณครับ

ยอดเยี่ยมมากๆ

RSS

© 2018   Created by thaiMCFC.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service