ชีวิตไม่ขาดบอล

Members

คอลัมน์น่าสนใจ:: 4 แมตช์พรีเมียร์ลีก

คอลัมน์น่าสนใจ:: 4 แมตช์พรีเมียร์ลีก



     ผ่านพ้นไป 4 นัดสำหรับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ
 

 

         "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะรวดทีมเดียว 4 นัด 12 คะแนน หลังจากทำศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ด้วยชัยชนะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด


         ขณะที่ "เต็งสาม" ล่าสุดเสมอสวอนซี 2-2 ในเกมที่ ดีเอโก คอสต้า ตกเป็นเป้าของกองหลังสวอนซี ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกครับเพราะโค้ชทีมหงส์ขาวชื่อ ฟรานเชสโก กุยโดลิน  โค้ชซึ่งมีสไตล์การทำงานตามฉบับโค้ชอิตาลีที่ขึ้นชื่อเรื่องการจัดกระบวนเกมรับ


         ผลเสมอทำให้เชลซีหยุดสถิติชนะรวดไว้ที่ 3 นัด แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในยุคใหม่ของ อันโตนีโอ คอนเต และในฐานะเต็งสามนั้นพวกเขาตามหลังทีมชนะรวดอย่าง "เรือใบ" พร้อมทั้งมุ่งหน้าสู่การลุ้นแชมป์ต่อไป


         4 นัดที่ผ่านไปมีอะไรน่าสนใจบ้าง


         "แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้" ผ่านตาไปพร้อมกันกับความจริงที่ว่าฟุตบอลมีสองครึ่งและแทกติกของฟุตบอลไม่มีอะไรลบ มีแต่บวก ขึ้นกับว่าคุณใช้ได้ผลมากแค่ไหน ถ้ารุกก็ต้องรุกให้ได้ประสิทธิภาพและชนะ ถ้ารับแล้วสวน คุณก็ต้องรับให้รัดกุมแล้วสวนให้ได้ประตู


         ภาพกว้างๆมันคือตรงนั้น


         แน่นอนว่า "เรือใบสีฟ้า" ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผิดหูผิดตาจากซีซั่นที่แล้วและในฐานะเต็งแชมป์เล่นแบบนี้พวกเขาย่อมมีโอกาสอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าผมให้ "เรือใบ" เล่นได้เหมือนแชมป์แค่ 35 นาทีของเกม


         ตอนนำ 2-0 พวกเขาเล่นเหมือนแชมเปี้ยนส์จริงๆ


         ทว่าฟุตบอลเล่น 90 นาที ถ้าอยากจะเป็นแชมป์ก็ต้องเล่นให้ได้แบบนั้นตลอด 90 นาที อีกทั้งฟุตบอลมันพึ่งเริ่มต้นไปแค่ 270 นาที ของการแข่งขันสามนัดแรก มันยังมีอีกตั้งไกลกว่าจะไปถึงเป้าหมาย


         "เรือใบสีฟ้า" ยังมีจุดอ่อน ซึ่ง โชเซ มูรินโญ ก็เห็น


         แน่นอนแทกติกของ มูรินโญ คือรับแล้วสวนและต้องการแต้มรวมทั้งลุ้นชนะด้วยแทกติกของตัวเอง แต่เกมแพลนมันพังเพราะแมนฯซิตี้ คอนโทรลเกมได้ดี การรุก เควิน เดอ บรอยน์, โนลิโต้ ทำได้ดีจริงๆ นี่ ราฮีม สเตอริง ดรอปลงไปจากมาตาฐานเดิม


         แดนกลาง แฟร์นานโด, ดาบิด ซิลบา คือหัวใจในการช่วงชิงและคุมพื้นที่ได้หมด ทำให้การคอนโทรลเกมของแมนฯซิตี้ เป็นไปด้วยดี แต่นั่นเกิดขึ้นเพราะการมีส่วนร่วมจากกองหลังแมนฯยูฯ ที่ประมาท เผลอเรอ  และเสียสมาธิ


         จากการเล่นบอลในแดนหลังของแมนฯซิตี้ จาก บราโว ที่ผ่านบอลให้ โคลารอฟ ในจังหวะเด็กผีเพรสซิงแดนบน จากนั้น โคลารอฟ เปิดยาวมาข้างหน้า อีกเฮียนาโช กระโดดขึ้นโหม่งสะบัด...ตรงนั้น เอริก ไบยี ไม่ประกบ เขาปล่อยให้โหม่ง


         ตามหลังชนได้ต้องชน...ถ้าไม่ทัน


         อิกเฮียนาโช โหม่งสะบัดบอลจังหวะสองเป็น เดอ บรอยน์ โฉบตัดหน้า ดาลีย์ บลินด์ ซึ่งเป็นตัวซ้อน ก็เหม่ออออ ทำให้ เดอ บรอยน์ แตะบอลได้ ทะลุเข้าเขตโทษ แต่งอีกหนึ่งครั้งก่อนแปบอลหนี เด เคอา เข้าไปเสียบก้นตาข่ายอย่างแม่นยำ


         1-0 ของ ซิตี้ เกมเล่นง่าย และตามด้วย 2-0 จากจังหวะ เดอ บรอย์ ยิงชนเสาแล้ว อิกเฮียนาโช ซ้ำจ่อๆ โดย บลินด์ พลาด ไม่เชคล้ำหน้า


         ขอแค่ดันขึ้นตามเพื่อนๆ ดาวรุ่งแมนฯซิตี้ ก็ล้ำหน้าแล้ว... นี่คือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากความยอดเยี่ยมในเกมรุกของซิตี้ กับความยอดแย่ในการป้องกันของกองหลัง จากเกมแบบนี้ แมนฯซิตี้ คิดว่าเหนือกว่า คอนโทรลบอลได้หมด


         นั่นความคิดที่ผิด...


         อีกทั้งแมนฯซิตี้ก็ได้เปิดเผยจุดอ่อนให้เห็น นั่นคือ เคลาดิโอ บราโว ป้องกันลูกกลางอากาศได้ไม่ดีนัก การคุมเขตโทษของเขาทำให้เสียประตู 2-1 อันเป็นจุดเปลี่ยนของเกมอย่างแท้จริง เมื่อ บราโว ออกมาตัดบอลพลาดแล้ว สลาตัน เก็บตกแล้วใช้เทคนิคการยิงที่ยอดเยี่ยม ซึ่งกองหน้าหลายคนก็ไม่แน่ว่าจะทำได้แบบเขา


         เอียงตัววอลเลย์...บอลโดนหลังเท้าเสียบเสาเข้าไปจากจุดนั้น


         สกอร์ 2-1 ทำให้รูปโฉมของเกมเปลี่ยนไปในครึ่งหลัง "เรือใบ" เล่นตกลงจากครึ่งแรกและแมนฯยูฯ ไล่จวกด้วยบอลริมเส้นและการแก้เกมของ มูรินโญ ด้วยการส่ง มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เอร์เรรา ลงแทน มคิทาร์ยาน และ เจสซี ลินการ์ด


         ขยับ รูนีย์ ไปเล่นด้านขวา ดัน ป๊อกบา ขึ้นหน้าเพราะ เอร์เรรา กับ เฟลไลนี เล่นกลางคู่กัน พร้อมทั้งสปีดบอลที่เร็วขึ้นกว่าเดิม พวกเขาคุมเกมได้นานถึง 10 นาที จน เป๊ป ต้องรีบเปลี่ยนตัวลงมาแก้เกมของตัวเองที่เริ่มเพลี่ยงพล้ำ


         แฟร์นานดินโญ ลงมาแทน อิกเฮียนาโช ปรับ ราฮีม กับ เดอ บรอย์ สลับยืนหน้า เพื่อเพิ่มความดุดันในแดนกลาง ซึ่งถือว่าได้ผล ทำให้เกมของพวกเขากลับมาดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ดีพอที่จะยิงลูกสามได้ คือคอนโทรลเกมได้แต่คราวนี้เกมรับแมนฯยูฯ แน่นขึ้นกว่าเดิม


         เรียกว่าเล่นยาก...จนต้องเปลี่ยนเอา เลอรอย ซาเน ลงมายืนปีกแทน ราฮีม สเตอริง ในอีก 10 นาทีต่อมาเป็นช่วง 1 ชั่วโมงพอดี


         เกมทรงๆกัน และแมนฯยูฯ มีลุ้นตีเสมอได้จากเกมที่เกิดขึ้นจากการขึ้นบอลด้านข้าง เรียกว่า แมนฯซิตี้ ก็ป่วนได้เหมือนกัน


         โอเค...ป๊อกบา อาจเล่นไม่คุ้มค่าตัว 89 ล้านปอนด์ แต่ว่าสิ่งที่ "ปีศาจแดง" จะเ้ล่นนั้นไม่ต้องเหมือนแมนฯซิตี้ เพราะสไตล์โค้ชก็ไม่เหมือนแล้ว คงไปเล่นบอลคอนโทรลแบบแมนฯซิตี้ ไม่ได้ก็ ต้องเล่นตามทางถนัด


         เพียงแต่ มคิทาร์ยาน ไม่ใช่ริมเส้น เขาคือ ตัวหน้าต่ำ ตัวรุก มุ่งหน้าเข้าประตูมากกว่าอยู่ริมสนาม การเปลี่ยนเขาออกหลังจากครึ่งแรกเหมือนลงโทษยังไงชอบกล แต่เกมของแมนฯยูณ กลับมาดีกว่าเดิม เรียกว่ายกระดับขึ้นมาทำให้เกมรุกแมนฯซิตี้อ่อนลง


         10 นาทีสุดท้ายยิ่งป่วนหนักและเราได้เห็นอาการจิตตกของ เป๊ป ด้วยเหมือนกัน


         โอเค...ผีแพ้ 1-2 และดูเหมือนแมนฯซิตี้ คอนโทรลเกมในพื้นที่แดนกลางได้ดีกว่า โดยรวม แต่ก็ไม่ได้ดีแบบมากมายหรือเหนือชั้นอะไร ตรงกันข้ามพวกเขาก็มีสิทธิ์จะเสียลูกตีเสมอตลอดเวลาจากการโจมตีตามแบบฉบับแมนฯยูฯ


         ทางใครทางมัน...แทกติกคนละสไตล์


         ที่เหลือจากนี้ แมนฯยูฯ ด้วยฟอร์มแบบนี้ ผมว่าไปไล่ตบเด็กกินแต้มและอัดทีมกลุ่มชปล. อย่างอาร์เซนอล, สเปอร์ส, ลิเวอร์พูล จากนั้นค่อยมาพิสูจน์กับแมนฯซิตี้ ใหม่ หรือไม่บางที "เรือใบ" อาจเสียท่าทำแต้มหล่นกลางทางก็ได้


         ผมมองภาพออกมาเป็นแบบนี้....ว่าทีมของ มู ยังมีโอกาสกลับมาตลอดเวลา เพราะถือว่ามันมีอะไรที่แตกต่างจากเดิมเยอะเลยทีเดียว


         "แคแรกเตอร์"....ตัวนักเตะ...โค้ช โดยเฉพาะ 45 นาทีหลังที่เล่นกับแมนฯซิตี้ มันคือแง่บวกที่จะต้องต่อยอดต่อไป ไม่ต้องไปซีเรียสกับสไตล์บอลรุก พาสซิงเกม ที่ดูดีของ เป๊ป เพราะจะให้ ป๊อกบา ไปเล่นแบบ ดาบิด? ซิลบา, เดอ บรอยน์ มันไม่ใช่แน่นอน


         ป๊อกบา ต้องเล่นอย่างที่เขาเล่นกับยูเวนตุสหรือตามแทกติกที่ มู คงจะต้องติวเข้มกันต่อไป


         เป๊ป ได้เปรียบกว่าแม้ไม่เคยทำบอลอังกฤษมาก่อนคือ "สไตล์" ของเรือใบถูกสร้างเอาไว้แบบพาสซิง เกม เขาแค่มาปรับ มาต่อยอดให้ดีขึ้น ด้วยรายละเอียดของเขาเท่านั้นเอง ทำไมเขาไม่เลือกคุมแมนฯยูฯ


         นั่นเท่ากับว่าเขาต้องสร้างทีมใหม่เพื่อให้เล่น พาสซิง เกม ...ที่ไม่ใช่ พาสซิง กลับหลังเหมือน ฟาน กัล


         ฤดูกาลอีกยาวไกล...แค่นัดที่สี่เอง ผมว่าเราคงได้เห็นอะไรดีๆจาก มูรินโญ และแมนฯยูฯ ทีมนี้โดยเฉพาะแคแรกเตอร์ของทีมที่มีเลือดนักสู้ เข้มข้น  มันกลับมาแล้ว


         ขณะที่ลิเวอร์พูล เปิดอัฒจันทน์ เมนสแตนด์ ใหม่พร้อมความจุ...ถ้าเข้ามาเต็มๆนะครับ 54,074 คน เพิ่มจากเดิม 8,500 คน ซึ่งตั๋วขายหมดจริงแต่ทำไมคนหายไปเกือบสามพัน เพราะความจุที่รับมือเลสเตอร์ ซิตี้ "แชมป์เก่า" มีแฟนบอลแค่ 51,000 เศษๆเท่านั้น


         หลายคนถามว่าความจุที่มากสุดของหงส์แดงเท่าไหร่..คำตอบคือ61,905 คน และยอดความจุเฉลี่ยของลิเวอร์พูลตลอดกาลอยู่ที่ 48,127 คน ปีนั้นคือปี 1978 นั่นคือยอดเฉลี่ยสูงสุดทั้งซีซั่น ถามว่า 54,047


         วันแรกของการเปิดอัฒจันทน์ใหม่หายไป 3,000 คน แล้วความจุเฉลี่ยปีนี้จะอยู่ที่เท่าไหร่


         ระวังเก้าอี้ว่างนะครับ...ขอเตือน


         44,000 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ใช่ว่าเต็มทุกนัด


         นี่เป็นข้อสังเกตบางประการที่ไม่เกี่ยวกับเกม ซึ่งต้องยอมรับว่า "ความมุ่งมั่น" นักเตะต่างกัน หงส์แดง มุ่งมั่นมากกว่า ขณะที่เลสเตอร์ ความมุ่งมั่นลดลงหลังจากได้แชมป์และนั่นคือสิ่งที่ เคลาดิโอ รานิเอรี คงต้องปรับเปลี่ยน "ทัศนคติ" ของนักเตะเลสเตอร์


         10 คนแรกชุดเดิม...แค่ ริยาด มาห์เรส คนเดียวก็ลดความมุ่งมั่นลงไปเยอะ


         ตรงนี้คือจุดที่ทำให้พวกเขาแพ้หงส์แดงราบคาบ


         เช่นกันครับในส่วนของเลสเตอร์ ต้องปรับปรุงเรื่องความมุ่งมั่น...หงส์แดงคงต้องปรับเรื่องเกมรับ ลูคัส เลวา รอดตัวไปหลังจากจับบอลหลุดเท้าแล้วต้องรีบเตะทิ้ง ทำให้เหลี่ยมบอลผ่านหน้าประตูกลายเป็นส่งให้ เจมี วาร์ดี้ ยิง


         ลูคัส ไม่ใช่ตัวจริง เป็นอะไหล่ ในเกมรับแล้วแดนกลาง เขาคงไม่ใช่ตัวหลักและอนาคต คงว่ากันไม่ได้ แต่ภาพรวมเกมรับหงส์แดงต้องปรับปรุงแน่ๆ ที่ดี ที่พีคมากๆคือ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน (สำเนียงโปรตุกีส ไม่ใช่เฟอร์มิโน)


         ทั้งแอสซิสต์และยิงประตู ทำให้เขามีที่ว่างในทีมเยอร์เกน คลอปป์ ตลอดเวลา


         ฟีร์มีโน, มาเน น่าจะเป็นตัวยืน ส่วน สเตอริดจ์ ที่ขึ้นๆลงๆ เอาแน่นอนไม่ได้ เล่นดีก็เป็นเทพ เล่นแย่ก็ออกมารได้ และ คูตินโญ คงจะต้องแย่งตำแหน่งกัน ขณะที่ ลัลลานา ไม่ต้องแย่งตำแหน่งกับใคร เพราะเขาถอยไปเล่นกลางกับ เฮนโด และ จินี ไวนัลดุ้ม ซึ่งลงตัว


         ถ้ารักษาฟอร์มแบบนี้ ลัลลานา มีที่ว่างในทีม ปล่อยให้ จินี กับ เฮนโด ต้องแย่งกันลง หาก เอมเร ชาน หายกลับมาสมบูรณ์


         ถามว่าสิ่งที่ คลอปป์ ต้องปรับนอกจาก เกมรับให้รัดกุมแล้วมีอื่นใดอีก


         1 รักษาฟอร์มให้เล่นดีตลอดเวลาและยืนยันผลแข่งตามผลงานในสนามด้วย เล่นดีแล้วแพ้ มันไม่ประโยชน์ต้องเล่นดีแล้วชนะ ส่วนเล่นไม่ดีแล้วชนะ มันต้องมีบ้างแต่แค่ 5-10% ของซีซั่นนะครับ บอลแบบนี้มันไม่มีในโลกหรอกครับที่เล่นไม่ดีแล้วชนะทุกเกม


         มันต้องเล่นให้ดีแล้วจึงจะมีโอกาสชนะ


         2 เกมโต้กลับ หลังตัดบอลได้ต้องแม่นยำ คม และประสิทธิภาพเหมือนที่ดอร์ทมุนด์ ซึ่ง เกเก้น เพรสซิง นั้นมักทำให้ได้ประตู เหมือนเกมที่ชนะบาร์เซโลนาอุ่นเครื่อง 4-0 ที่มีจังหวะตัดบอลได้ 2 ครั้งแดนกลางเป็นสองประตู


         ยังมีอะไรให้ปรับปรุงอีกในเรื่องสไตล์การเล่น ซึ่งยังไม่รวม "แมตช์" และ "คู่แข่ง" ในระดับทอปที่จะต้องเจอนับจากนี้


         ผมยังเชื่อว่าลุ้นที่ 4 นะพอไหวอยู่นะครับสำหรับเด็กหงส์


JACKIE

----------------------------------------------------------------------------------

Cr.siamsport. ติดตามข่าวสารได้ที่เวปหลักของประเทศไทย www.mcfc.in.th

Views: 1075

Reply to This

Replies to This Discussion

คอลั่มนวย(หัวคิด)มีแต่แฟน"ผีเข้าหง"(อย่าลืมเอาน้ำฉีดเด๊อ) กรั่กๆๆๆ วิจารณ์เอียงแทบล้มอย่างก๊ะศาลลูกรัง 555

เป็นบทความที่มีอคติแฝงด้วยความอิจฉาการแสดงออกในฐานะสื่อแบบนี้จะเป็นตัวทำลายตัวเองไปในที่สุด

กลุ่มก๊วนนี้จะมีแต่พวก "เปรตแดง" และ "เป็ดแดง" ปล่อยให้มันชื่นชมอยู่กับอดีตที่บางครั้งก็เอามากัดกันเอง

แจ๊กกี้ และพลพรรคแฟนห่วยแตกขอลเขา  เป้น คนจำพวก หลงในชัยชนะครั้งโบราณนานมา  พูดได้ไม่จบไม่สิ้น  ไม่พยายามยอมรับความจริง   ไม่ให้เกียรติหรือเคาดิต แก่ผู้อื่น (กูดีแต่คนเดียว)  เพราะอย่างนี้มันถึงไม่เจริญ ไม่ชนะ  ,  แฟนแมนยู อีโก้สูง จึงมีแต่คนชัง และไม่ได้รับความนับถือจากใครๆ

เกมจบ คนวิเคราะห์ยังไม่ยอมจบ

RSS

© 2020   Created by thaiMCFC.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service