ชีวิตไม่ขาดบอล

Members

904 วัน 30 ประตูกับ 4 ใบแดง บ๊ายบาย ''บาโลเตลลี่''

904 วัน 30 ประตูกับ 4 ใบแดง บ๊ายบาย ''บาโลเตลลี่''

ในที่สุด มาริโอ บาโลเตลลี่ ดาวยิงชื่อก้องในแง่ลบก็จัดการทำตามความฝันของตนเองได้เสียทีเมื่อความ ประพฤติอันแสบทรวงของเขาทำเอาแมนฯ ซิตี้ ต้องตัดสินใจเลหลังให้กับ เอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่จากอิตาเลียนและถือเป็นการปิดฉากความห่ามในวงการลูกหนังเมืองผู้ดี ไปโดยปริยาย แต่ก่อนที่ ''ซูเปอร์มาริโอ'' จะบอกลาพรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการเราไปดูประวัติความเกรียนเขากันก่อนว่า ที่ผ่านมาเขาสร้างเรืองราวให้ตันสังกัดได้ปวดหัวไม่เว้นแต่ละวันอะไรกันบ้าง

        ข่าวการย้ายทีมของ มาริโอ บาโลเตลลี่ หัวหอกอารมณ์ศิลปินดูจะสร้างความฮือฮาให้กับตลาดนักเตะหน้าหนาวได้พอสมควร หรืออาจจะเรียกได่ว่าเป็นเคสที่ได้รับความสนใจมากที่สุดก็ว่าได้เมื่อมี รายงานว่า แมนฯ ซิตี้ ตัดสินใจปล่อยตัวดาวยิงจอมเกเรไปให้กับ เอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่ในศึกกัลโช่ เซเรีย อาด้วยสนนราคา 20 ล้านปอนด์ (ราว 960 ล้านบาท) โดยเจ้าตัวจะเซ็นสัญญา 5 ปีพร้อมกับฟันค่าเหนื่อยจากต้นสังกัดใหม่เป็นเงินสูงถึง 180,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ (ราว 8.6 ล้านบาท)

        แหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยว่าทั้ง 2 สโมสรได้ตกลงเรื่องค่าตัวกันเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะมีการแบ่งจ่ายรายปีเป็นจำนวน 5 งวดด้วยกัน โดยที่พลพรรค ''รอสโซเนรี่'' จะจ่ายเงินในเบื้องต้นให้กับทีม ''เรือใบสีฟ้า'' เป็นจำนวน 17 ล้านปอนด์ (ราว 816 ล้านบาท) พร้อมกับมีเงื่อนไขที่จะจ่ายเพิ่มอีก 2.5 ล้านปอนด์ (ราว 120 ล้านบาท) ตามผลงานที่แข้งวัย 22 ปีทำได้และการเซ็นสัญญาจะมีขึ้นในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้านี้



        แน่นอนว่าหากมองในแง่การทำธุรกิจแล้ว แมนฯ ซิตี้ อาจจะสูญเสียรายได้อันมหาศาลเพราะนักเตะฝีเท้าระดับ บาโลเตลลี่ น่าจะมีมูลค่าการย้ายทีมและทำกำไรเข้าคลังของสโมสรได้มากกว่านี้อีกทั้งทีม ''เรือใบสีฟ้า'' ยังกลับเป็นฝ่ายขาดทุนอีกด้วยหลังจากทุ่มเงินไป 22 ล้านปอนด์ (ราว 1,056 ล้านบาท) สมัยที่คว้าตัวมาจาก อินเตอร์ มิลาน เมื่อปี 2010 แต่ในทางกลับกันหากจะมองว่ามันเป็นการสูญเสียของวงการลูกหนังพรีเมียร์ลีกด้วยหรือไม่นั้นอันนี้ไม่แน่ใจ

        ในวงการลูกหนังอังกฤษที่ผ่านมาอาจจะมีดาวดังที่จัดว่าเข้าขั้นอารมณ์ศิลปินมากมายไม่ว่าจะเป็น จอร์จ เบสต์, เอริก คันโตน่า, พอล แกสคอยน์ รวมถึง เปาโล ดิ คานิโอ ที่เคยสร้างความเสื่อมเสียให้แปดเปื้อนโพรไฟล์ของตัวเองมาแล้วแต่ทั้งหมดต่างมีผลงานอันยอดเยี่ยมที่พิสูจน์ได้เป็นรูปธรรมต่างกับ บาโลเตลลี่ ที่ยังไม่มีความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนอกจากข่าวฉาวที่ก่อเรื่องสร้างราวไปวันๆ



        บาโลเตลลี่ อาจจะสร้างผลงานอันระบือลือลั่นด้วยการระเบิดฟอร์มซัด 3 ประตูรั้งดาวซัลโวร่วมพร้อมกับพาทีมชาติอิตาลีทะลุเข้าชิงชนะเลิศยูโร 2012 ก่อนพ่ายด้วยน้ำมือของ สเปน ทำได้เพียงแค่รองแชมป์ซึ่งนั่นอาจเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เพียงชิ้นเดียว ที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้ในยามนี้นอกเหนือไปจากแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา 3 สมัยกับ อินเตอร์ มิลาน ที่เจ้าตัวเป็นเพียงแต่ส่วนประกอบของทีมเท่านั้น

        นับตั้งแต่ย้ายมาอาละวาดในพรีเมียร์ลีกเมื่อ 3 ปีก่อน บาโลเตลลี่ แทบจะไม่ได้โชว์ทักษะชั้นเชิงลูกหนังให้สมกับกับการที่ได้รับคำยกย่องว่า เป็นสุดยอดดาวรุ่งที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ของวงการลูกหนังอิตาลีเลยแม้แต่ น้อยหนำซ้ำยังพาตัวเองให้ขึ้นไปอยู่บนปกหน้าหนึ่งแทบลอยด์ของหนังสือพิมพ์ อังกฤษในแง่ของพฤติกรรมความฉาวอยู่บ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็นทะเลาะกับเพื่อน ร่วมทีมทั้ง เยโรม บัวเต็ง, อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ, ยาย่า ตูเร่ รวมถึงกรณีล่าสุดที่ปีนเกลียว โรแบร์โต้ มันชินี่ ผู้เป็นกุนซือจนเกือบถึงขั้นฟาดปากกันดาวยิงรายนี้ก็ทำมาหมดแล้ว

        
ชัยชนะในพรีเมียร์ลีกอันยิ่งใหญ่ของ แมนฯ ซิตี้ เหนือ แมนฯ ยูไนเต็ด 6-1 ในเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้เมื่อวันที่ 23 ต.ค.2011 ถือเป็นสกอร์ที่ขาดลอยที่สุดในรอบ 20 ปีในการพบกันของทั้งคู่แต่มันกลับด้อยค่าไร้ความหมายไปเลยก็ว่าได้ทันทีที่ บาโลเตลลี่ ยิงประตูได้พร้อมกับโชว์ข้อความบนหน้าอกเสื้อที่ข้อความว่า ''Why always me?'' หรือ ''อะไรๆ ก็ผม'' จนกลายเป็นวลีฮิตที่พูดกันอย่างหนาหูทั่วบ้านทั่วเมือง




        ฤดูกาลนี้ด้วยปัญหาความประพฤติส่วนตัวทำให้ บาโลเตลลี่ ถูกดองที่ม้านั่งข้างสนามเสียเป็นส่วนใหญ่และทำให้เจ้าตัวได้ลงรับใช้ต้น สังกัดแค่ 14 เกมเท่านั้นในพรีเมียร์ลีกและทำได้ 1 ประตูซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าจากสถิติที่ ''อ็อปต้า สปอร์ตส์'' สำนักจัดการสถิติชื่อดังได้เปิดเผยออกมานั้นระบุว่ายามที่ แมนฯ ซิตี้ ไม่ส่งหัวหอกจอมเกเรรายนี้ลงสนามกลับทำผลงานและเก็บแต้มได้มากกว่าเสียอีก

        จากสถิติที่ปรากฏออกมาระบุชัดว่า บาโลเตลลี่ ไม่ใช่นักเตะที่เล่นเป็นทีมเวิร์กซักเท่าไรนักเพราะตลอด 3 ปีในการลงสนามรับใช้ทีม ''เรือใบสีฟ้า'' 54 นัดเจ้าตัวผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นแถมยัง พาทีมมีเปอร์เซ็นต์ชนะแค่ 59% ต่างกับยามที่เจ้าตัวไม่ได้ลงสนามแมนฯ ซิตี้ มีเปอร์เซ็นต์ชนะสูงถึง 73% เลยทีเดียว

        ประตูแรกของ บาโลเตลลี่ ในยูนิฟอร์ม ''เรือใบสีฟ้า'' เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2010 ในชัยชนะเหนือ เวสต์บรอมวิช 2-0 ที่เดอะ ฮอว์ธอร์น ซึ่งเกมนี้เจ้าตัวเหมาซัดคนเดียวสองประตูแต่ก็ตามมาด้วยใบแดงแรกในเมือง ผู้ดีที่ไปหวดน่าเกลียดใส่ ยูซูฟ มูลัมบู แข้งของเจ้าถิ่น

        ตามมาด้วยใบแดงที่สองที่เกิดขึ้นในเกมยูโรปา ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เจ้าตัวไปยันใส่ โกรัน โปปอฟ กองหลังของดินาโม เคียฟ อย่างน่าเกลียดส่งผลให้ทีมมีอันต้องกระเด็นตกรอบไปอย่างหวุดหวิดด้วยสกอร์รวม 2 นัด 1-2



        ก่อนที่ใบแดงที่สามจะตามมาอีกหลังจากโดนสองใบเหลืองจากการไปหวดใส่ มาร์ติน สเคอร์เทล ในเกมที่บุกไปยันเสมอ ลิเวอร์พูล ที่แอนฟิลด์ 1-1 ในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อวันที่ 27 พ.ย.2011 ทั้งที่เกมนี้ บาโลเตลลี่ เป็นตัวสำรองและถูกเปลี่ยนลงเล่นในนาทีที่ 65 และอยู่ในสนามเพียงแค่ 18 นาทีของครึ่งหลังเท่านั้นก่อนจะระเบิดอารมณ์ทำลายประตูห้องแต่งตัวจนทำให้ ด้ามจับหัก ปิดท้ายด้วยใบแดงที่สี่จากการไปเสียบ บาการี่ ซานญ่า แบ็กขวาของอาร์เซน่อลในเกมพรีเมียร์ลีกที่แมนฯ ซิตี้ บุกไปพ่าย 0-1 และยังเคยโดนแบนยาวถึง 4 จากกรณีย่ำใสาศีรษะของ สกอตต์ พาร์เกอร์ มิดฟิลด์ของสเปอร์สมาแล้ว

        ขณะเดียวกันพฤติกรรมนอกสนามก็ใช่ย่อยไม่ว่าจะเป็นการที่ บาโลเตลลี่ ซิ่งรถออดี้ เอ 8 คู่ใจคันงามประสานงากับรถบีเอ็มดับเบิลยูของคู่กรณีบนถนนย่านเมืองแมน เชสเตอร์จนพังยับเยินเคราะห์ดีที่เจ้าตัวไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายทั้งที่ เพิ่งเซ็นสัญญาย้ายมาร่วมทีมแมนฯ ซิตี้ได้เพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น

        นอกจากนั้นยังจุดพลุเล่นกับเพื่อนๆ จนเกือบเผาบ้านตัวเองเดือดร้อนถึงเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ต้องแหกขี้ตาตื่นมา ดับเพลิงให้ตั้งแต่เช้าตรู่ตลอดจนการออกมาคุยโต้โอ้อวดว่าเขาคือนักฟุตบอล ที่เก่งที่สุดในโลกรวมถึงวีรกรรมอื่นๆอีกมากมายที่สาธยายคงไม่หมด



        อย่างไรก็ตามก่อนที่ บาโลเตลลี่ จะเก็บข้าวของย้ายกลับบ้านไปร่วมทัพ เอซี มิลาน สโมสรในฝันของเจ้าตัวก็กลับโดนแฟนแมนฯ ยูไนเต็ดเลี้ยงส่งด้วยการฉี่ใส่รถยนต์คันหรู เบนท์ลี่ย์ มูลค่า 160,000 ปอนด์ (ราว 8 ล้านบาท) ที่จอดอยู่ข้างถนนในเมืองแมนเชสเตอร์ขณะที่หัวหอก แมนฯ ซิตี้ ไปรับประทานอาหารกับเพื่อนฝูง



        ดังนั้นข่าวการที่ บาโลเตลลี่ ตัดสินใจย้ายไปร่วมทัพ ''รอสโซเนรี่'' นั้นน่าสนใจว่าเจ้าตัวจะไปก่อเรื่องสร้างราวอะไรให้ต้นสังกัดใหม่ต้องปวดหัว อีกหรือไม่แต่ที่แน่ๆ คนที่ดูจะโล่งอกและความดันลดลงไปได้เยอะในเวลานี้คงหนีไม่พ้นชายที่ชื่อ โรแบร์โต้ มันชินี่ เป็นแน่


เครดิต สยามสปอร์ต

Views: 494

Reply to This

Replies to This Discussion

สีสันของพรีเมียร์ลีก ต่อไปข่าวเกี่ยวกับบาโลจะกลายไปเปนสีสันกัลโช่ อิตาลีไปซะแล้ว อิอิ ^^

ฮ่าๆๆคงต้องตามไปดู ไปเชียร์เอซีต่ออิอิ ถึงจะได้รับรู้เรื่องราวของน้องโอ้ต่อเอิ้กๆๆ

เป็นเพราะบาโล  ผมคนนึงล่ะ ที่ต้องตามไปดู milan ด้วยเพราะชอบดูตัวนี้เล่น

เลยต้องเพิ่มทีมเชียอีก 1 ลีก อีก 1 ทีม 

้hahah

ถึงนายจะเกรียน แต่ก็มีผลงานที่โดดเด่น นายคือคนมีคุณภาพ ประมาณ ทำไมต้องเหมือนใคร 555

RSS

© 2020   Created by thaiMCFC.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service