ชีวิตไม่ขาดบอลวันอังคารที่ 23  มกราคม
คาราบาว คัพ รอบรองชนะเลิศ นัดสอง
02.45 น. บริสตอล ซิตี้ - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ช่อง 9 MCOT HD
โคปา เดล เรย์ รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดสอง
03.30 น. เซบีญ่า - แอตเลติโก้ มาดริด

Members

ผู้รันวงการ : 'เป๊ป กวาร์ดิโอลา' ปฏิวัติฟุตบอลอังกฤษอย่างไร?

บางทีนายใหญ่แห่งแคมป์เรือใบสีฟ้า อาจจะกำลังสร้างปรากฎการณ์ต่างๆ และถ้วยรางวัลมากมาย ผ่านสไตล์การเล่นอันน่าทึ่งอยู่ก็เป็นได้

By : Thore Haugstad

Published14 December 2017

ก่อนเปิดซีซั่น มีสถิติที่ดูเหมือนจะไม่เป็นใจให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สักเท่าไหร่ เพราะว่าใน 8 ปีหลังสุด ทีมที่ครองบอลมากที่สุดในลีกไม่เคยได้แชมป์เลยแม้แต่ครั้งเดียว

นับตั้งแต่ปี 2009 ทีมจอมผ่านบอลไม่เคยได้สัมผัสแชมป์ ขณะที่ทีมที่ครองบอลเยอะกว่าในสเปนและเยอรมันคือทีมที่ได้แชมป์ตลอด แต่ว่าพรีเมียร์ ลีก นั้นมันต่างออกไป ที่นี่ทีมที่ประสบความสำเร็จคือทีมที่เน้นพละกำลัง รวมไปถึงการโต้กลับ

 

มันจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังต้องปรับตัวกับสิ่งที่เขาไม่เคยเจอเมื่อซีซั่นที่แล้ว สิ่งที่เขาต้องทำก็คือการเรียนรู้เกมฟุตบอลอังกฤษ กับการปรับสไตล์ของตัวเองว่าจะเป็นไปตามเทรนด์ของคนที่อยู่มานาน หรือจะเป็นแบบโค้ชหนุ่มไฟแรงแบบสมัย อังเดร วิลาส โบอาส

 

18 เดือนให้หลัง สไตล์การเล่นครองบอลที่ถูกมองข้ามในอังกฤษ ตอนนี้ กวาร์ดิโอล่า ได้เปลี่ยนแปลงลีกของที่นี่ไปเป็นที่เรียบร้อยในเวลาข้ามปี

สัญญาณเตือนจาก เอวีบี

อย่าได้ดูถูกกับทฤษฎีที่ว่า บาร์เซโลน่า จะเจองานหนักเมื่อมาเล่นในอังกฤษ มันเป็นสิ่งที่หลายคนเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นมานานแล้ว และมันก็ทำท่าว่าจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ

 

แอนดี้ เกรย์ นักพากย์ชื่อดังเคยทำนายว่า ลิโอเนล เมสซี่ จะมีปัญหาเมื่อต้องมาลงแข่งในสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ ในการเจอกับ สโต๊ค ซิตี้ , เช่นเดียวกันกับ ใครก็ตามที่พยายามจะเล่นแบบเดียวกับ บาร์ซ่า จะไม่มีทางรอดที่นี่ การเข้าบอลที่หนักหน่วงจะสร้างความหวาดกลัวให้กับพวกจอมทัพร่างเล็ก , บอลยาวจะโดนจัดการโดยเซนเตอร์แบ็กรูปร่างสูงใหญ่ ที่พร้อมจะเล่นงานคุณตลอดเวลา

จริง ๆ มันไม่ได้มีแค่ เกรย์ ที่เชื่อแบบนั้น ตัวของอดีตโค้ชเชลซี อย่าง อังเดร วิลลาส โบอาส ก็เช่นกัน โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 เขาบอกว่า ระบบการเล่น 4-3-3 ของ บาร์เซโลน่า ไม่มีวันประสบความสำเร็จในอังกฤษได้ เพราะว่ามันเสี่ยงต่อการที่จะเสียการครอบครองบอล

 

ทฤษฎีของเขาเหมือนจะถูกต้อง เพราะว่าปีแรก เป๊ป ทำทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จบเป็นอันดับที่สาม หลายประตูที่เสียไปต้นตอมาจากการเสียการครองบอล หลายเกมที่พวกเขาเล่นได้ดีกว่า ครองเกมได้ดีกว่า แต่ก็จบสกอร์ไม่ได้ อย่างเช่นเกมที่แพ้ให้กับ เลสเตอร์ 4-2 และ เอฟเวอร์ตัน 4-0 โดยการเล่นของทั้งสองทีมคือรอจังหวะที่ ซิตี้ พลาด แล้วก็จัดการ

 

สิ่งที่เขาเจอมาเมื่อปีก่อนทำให้ กวาร์ดิโอล่า เริ่มที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบบางอย่างเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์แบบปีที่แล้วซ้ำรอย

ลดการครองบอลสู่ชัยชนะ

นั่นเป็นเพราะว่าไม่มีทีมไหนในอังกฤษที่ได้แชมป์เพราะการครองบอลเยอะกว่าคู่แข่งแบบชัดเจน แม้กระทั่งสองทีมจากเมือง แมนเชสเตอร์ ที่ได้แชมป์รวม 4 สมัยระหว่างปี 2011-2014 โดย 3 ในนั้นมาจากการโค้ชที่ยึดปรัชญาเกมรุกเป็นหลัก อย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ มานูเอล เปเยกรินี่ โดย เฟอร์กูสัน นั้นชึ้นเกมรุกตั้งแต่เกมรับ โดยใช้ สองเซนเตอร์แบ็ก คอยดันประคองสองมิดฟิลด์ เช่นเดียวกับ เปเยกรินี่ ที่จะเริ่มเกมจาก ก็องปานี และ แฟร์นันดินโญ่

 

ในปี 2015 เชลซีในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ ถูกสร้างขึ้นมาจากเกมรับเป็นหลัก รวมถึงมิดฟิลด์ตัวขยันที่คอยกดดันและเพิ่มสปีดเกมให้กับ แดนหน้าด้วยการเข้าทำที่รวดเร็ว

เริ่มจาก มูรินโญ่ ที่เน้นเกมรับเป็นหลัก พวกเขาครองบอลเป็นอันดับที่ 6 ของลีก จากนั้น เคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่พาเลสเตอร์เป็นแชมป์ก็ไม่ได้เป็นทีมที่ครองบอลที่ดีที่สุดในลีกแต่อย่างใด ตามด้วย อันโตนิโอ คอนเต้ ที่เชลซีของเขาซึ่งคว้าแชมป์เมื่อปีก่อน ก็อยู่แค่อันดับที่ 6 ในการครองบอลเท่านั้น

 

มันจึงเป็นเหมือนแนวทางที่เลียนแบบกันทั้งลีก ทีมเล็กก็พยายามแพ็คเกมรับให้แน่น โดยที่ไม่ได้สนใจเรื่องของการครองบอลแต่อย่างใด โดยในช่วงระหว่างปี 2011/12 จนถึง 2015/16 ทีมที่มีสถิติครองบอลมากกว่า มีเปอร์เซ็นต์ลดลงจาก 52.8% เหลือแค่ 50.3%

 

มันทำให้ เปอร์เซ็นต์ การเก็บชัยชนะของทีมเยือนนั้นเพิ่มขึ้น อย่างที่ครั้งหนึ่ง อาร์แซน เวนเกอร์ เคยบอกว่าตอนนี้หลายทีมนั้นแข็งแกร่งขึ้นมาก จากการเล่นรับลึกตลอด 90 นาที แล้วก็รอโอกาสสวนกลับ “การครองบอลไม่ใช่รางวัลของทีมที่เล่นได้ดีกว่าแบบเมื่ออดีตอีกแล้ว” เขากล่าว

 

นี่ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่ต้องรับกับความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ หลังจากที่ อาร์เซน่อล ไม่ได้แชมป์ลีกมาตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งเป็นปีที่ไอ้ปืนใหญ่เล่นแบบแนวทางที่ว่า มันเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้กับ กวาร์ดิโอล่า เมื่อปีก่อนที่หากว่าพลาดก็จะเจอลงโทษทันที แต่ในซีซั่นนี้ เขาก็กำลังนำแนวทางที่ว่ากลับมาอีกครั้ง

 

ผู้สร้างเทรนด์

ในความเป็นจริง ซิตี้ นั้นครองบอลได้ยิ่งกว่าเมื่อซีซั่นที่แล้ว ค่าเฉลี่ยการครองบอลของพวกเขาเพิ่มขึ้นจาก 60.9% มาเป็น 66% พวกเขาไม่อะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับแนวทางหรือวัฒนธรรมของอังกฤษ เพราะว่า กวาร์ดิโอล่า เลือกที่จะเดินตามแนวทางของตัวเอง

 

เขาเริ่มเปลี่ยน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีละน้อย จนสามารถเล่นได้ในแบบที่เขาต้องการ พวกเขาจ่ายเงินมหาศาลเพื่อนักเตะที่เข้ากับแนวทางของเขา นั่นก็คือ ไคล์ วอล์คเกอร์ พวกเขายกระดับการเล่นขึ้นมาทั้งหมดทั้งทางเทคนิค และ ทางแท็กติก  จากการที่เข้าใจปรัชญาลูกหนังของ กวาร์ดิโอล่า มากยิ่งขึ้น เขาสามารถให้ได้มากกว่าสิ่งที่เขาพูดมาตลอดว่าเขาต้องการ เวลา

 

ผลก็คือ ซิตี้ สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ 16 จาก 17 เกมยิงได้ 52 ประตู ในลีกที่ได้ชื่อว่าโหดที่สุดในยุโรป ที่รายล้อมไปด้วยทีมที่มีเงินทุนมากมายจนถึงทีมระดับกลางตาราง และเป็นแหล่งรวมกุนซือที่ดีที่สุดจากทั่วโลกมาที่นี่ ตอนนี้ ซิตี้ กลายเป็นตัวเต็งแบบโดด ๆ ที่กำลังจะเข้าป้ายคว้าแชมป์

 

และแน่นอน สิ่งที โบอาส พูดเอาไว้ได้พิสูจน์แล้วว่าผิด “หลายคนบอกว่าเราไม่สามารถเล่นในแนวทางของ บาร์เซโลน่า ที่อังกฤษได้ แต่ว่าตอนนี้สิ่งที่เราทำนั้นก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำได้” กวาร์ดิโอล่า กล่าวหลังจากจบเกม แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ “ผมรู้มาตั้งแต่เมื่อซีซั่นก่อนแล้วว่าเราจะทำได้ และผมเชื่อมาตลอด”

 

หากว่า ซิตี้ คว้าแชมป์พวกเขาจะปรับเทรนด์จากเดิมที่ว่าทีมแชมป์ไม่จำเป็นต้องครองบอลเยอะใหม่หมด คนที่สนับสนุน กวาร์ดิโอล่า นั้นไม่ใช่แค่มองว่าเขาจะคว้าแชมป์ลีก แต่ยังมองไปถึงว่า เขาจะเป็นคนที่ทำให้โค้ชทุกคนต้องมาเลียนแบบแนวทางของเขา ซึ่งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตอนนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แนวทางดั้งเดิมของ บาร์ซ่า สามารถนำมาใช้ได้ในอังกฤษ และใช้ได้ดีซะด้วย

=======================================

เครดิต : fourfourtwo.com

ติดตามข่าวสารได้ที่เวปหลักของประเทศไทย www.mcfc.in.th

Views: 739

Reply to This

Replies to This Discussion

ลีกกะลา ที่ชอบอวดอ้างวัฒนธรรมผู้ดีของตัวเอง

แต่กว่า 17 ทีมในพรีเมียร์ลีก

กลับเป็นทีมจอมอุดเพื่อหวังฟลุ๊ก หรือเอาแค่เสมอหรือโบนัสคือ ชนะ

เป๊ปมาช่วยเปิดกะลาแล้ว

ฤดูกาลที่แล้ว ไอ้เหม่งโค้ชแชมป์ว่าว โดนโขกโดนสับซะแทบไม่เหลือดี

ก็ด้วยความพยายามที่จะปั้นทีมให้เป็นไปในแบบที่ไอ้เหม่งมันเชื่อว่าจะสุดยอดนั่นแหละ

แต่ทีมที่สุดยอด มันต้องการเวลาปั้น !

ตอนนั้นไอ้เหม่งไม่สนใจใครจะวิถากทั้งนั้น

ตั้งแต่ไม่เอาโจ๋ ฮาร์ท จนพ่อยกโขกสับว่าไม่ให้โอกาสบ้าง ถีบหัวส่งบ้าง อีโก้จัดบ้าง

ตั้งแต่พยายามหาโกลที่เล่นบอลด้วยทรีนได้ดี จนบ้างเยาะเย้ยว่า

ไอ้เหม่งมันอีโก้จัด ไม่เอามิดฟิลด์มาเป็นโกลซะเลยล่ะบ้าง ก็ฮากันไป

มาถึงวันนี้เสียงโขกสับเริ่มเงียบกริบ ทั้งที่ไอ้เหม่งมันยังคงสถิติว่าวกับเรือใบแท้ๆ

แต่ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน ผลของงานมันฟ้องว่า

เป๊บมันปั้นทีมไม่ได้ล้มเหลว มาจนป่านนี้ถึงยังว่าว แต่ก็ยังไม่แพ้ใครในลีก

และอันที่จริงตั้งแต่เปิดฤดูกาลนี้มา ยังไม่แพ้ใครหน้าไหนทั้งนั้นด้วยซ้ำ

(ถ้าไม่นับนัดหลังสุดในUCL ที่เกมนัดนั้นมันไม่มีความหมายแล้ว)

ทั้งหมดทั้งปวงที่ทีมมามีวันนี้ นี่มันก็เพราะ "อีโก้" ของไอ้เหม่งนั่นแหละ

ที่ไม่ยอมบ้าจี้ เปลี่ยนวิธีปั้นทีมไปตามน้ำลายสื่อน้ำลายเซียนทั้งหลาย

ไปๆมาๆ ไอ้ที่อีโก้จัด ที่คิดว่าข้าเก่งข้าแน่ คิดว่าเป๊บมันเป็นของปลอม

คิดว่าวิธีแบบบาซ่ามาใช้ในลีกกะลาไม่ได้ คิดว่าโกลมันต้องใช้มือเล่นเป็นหลัก

ไปๆมามันกลับกลายเป็นการฟ้อง "อีโก้" ของพวกนักสื่อพวกเซียนนักวิถาก

ที่สุมหัวอยู่ในลีกกะลา เห็นแต่วิถีบอลแบบกะลาๆ จนความคิดตีบตัน 

ไม่รู้จัก "คิดนอกเล้า" กลับดั่งจมอยู่ในกะลาของตัวเองซะเองไปซะงั้น.. เอิ้กๆๆ..

ผลงานของเป็ปกวาดิโอล่าในปีแรกก็อย่างที่เห็นกัน ไม่ได้ถ้วยรางวัลอะไร ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก แต่ที่เขาวิจารย์กันหนักก็เรื่องที่เอาบราโว่มาแทนที่ฮาร์ท บังเอิญบราโว่ดันตรงเป็นตุงซะนี่ผิดพลาดทั้งการใช้มือใช้เท้า เป็ปก็ยอมรับว่ามันยังใช้ไม่ได้ก็เลยต้องไปเอาเอแดร์สันมางัย คนนี้มาโชว์ผลงานใครๆก็บอกว่าคนนี้ใช่เลย อีกคนก็คือโนลิโตเป็ปก็ยอมรับว่าเอามาแล้วใช้ไม่ได้เหมือนกันก็เลยต้องขายออกไป ส่วนตัวอื่นๆที่ขายออกไปหรือให้ยืมก็โอเคทั้งนั้น อีกคนนึงที่มิตรรักแฟนเพลงบ่นเสียดายก็คือโคลารอฟที่ตัวเขาเกรงว่าจะปรับตัวเข้ากับสไตล์นายใหม่ไม่ได้ ก็เลยขอย้ายออกไปเองก็เป็นเรื่องปกติของวงการฟุตบอล เขาไปโชว์เก่งที่ลีคอื่นซะนี่ ก็ดีแล้วงัย

อีกคนนึงที่เป็นขวัญใจแม่ยกก็กุนอะกูเอโร่ที่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยกลมกล่อมกันซักเท่าไหร่ แต่เขาก็ยังเป็นกุนคนเดิมที่ช่วยทำประตูได้เสมอๆในยามที่ต้องการ สิ่งที่เราเห็นภายนอกเหมือนกับว่าเมินๆกับเป็ปแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่เพราะเราไม่มีใครรู้ว่าหลังจอทีวีเป็นงัย อาจจะจี๋จ๋ากันยังไงก็ไม่มีใครรู้ แต่ว่ากันตามข่าวแล้วเป็ปออกมาอวยกุนมากขึ้นในระยะนี้

ผลงานของเป็ปในปีนี้ก็เป็นที่ยอมรับว่าสะเด็ดสะเด่าจริงๆ เกมบุกสนุกสนาน ทำประตูได้มากมาย คนก็ชื่นชมกันที่เป็ปมาติดตั้งระบบการเล่นในสไตล์เป็ปให้แมนซิตี้ได้สำเร็จพร้อมกับแสดงผลงานออกมาเป็นที่ประจักษ์ นักเตะก็ผสมผสานกันระหว่างตัวเก่ากับตัวที่เอาเข้ามาใหม่ ก็เชียรกันไป หนุกหนานมากจริงๆ พร้อมกับมีความหวังไว้ว่าจะพาทีมคว้าถ้วยมาครองมากมาย

พรีเมียร์คงได้ถ้วยอยู่แล้วล่่ะแถมอาจจะสร้างเรคคอร์ดใหม่บางอย่างได้ด้วย ถ้วยตราหัวควายคาราบาวคัพรางวัลนิดเดียวน้อยกว่าค่าจ้างนักบอลหนึ่งสัปดาห์ซะอีก แต่มันก็เป็นเวทีให้พวกตัวสำรองกับเหล่ากุมารทองดาวรุ่งได้โชว์ผลงานกัน แล้วลูกทีมเป็ปก็ทำได้ดีทีเดียว แม้ว่าบางนัดต้องลุ้นกันจนถึงช่วงทดเวลา ถ้วยเอฟเอก็ยังอยู่ในเส้นทาง ส่วนถ้วยยูฟ่าลูกทีมเป็ปก็โชว์ผลงานด้วยการเล่นบอลในสไตล์เป็ปได้ประทับใจเข้ารอบเป็นที่หนึ่งในสาย แฟนคลับก็มีความหวังว่าน่าจะเข้าถึงรอบชิงหรือคว้าถ้วยมาครองให้มันสะใจกันไปเลยนะ

เชียร์กันต่อไปพวกเรา MCFC Thailand 

ก็ดูกันไป เชียร์กันไปครับ สิ้นฤดูกาลก็สรุปผลงานกันอีกที ถ้าเล่นแบบนี้กันต่อไปเรื่อยๆ แฟนๆก็เชียร์สนุกครับ สไตล์โค้ชก็แตกต่างกันไป สไตล์แฟนบอลก็แตกต่างกัน....เคารพซึ่งกันและกันครับ

ช่ายครับ ดีครับ มันก็ต้องแบบนี้สินะ

RSS

© 2018   Created by thaiMCFC.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service