ชีวิตไม่ขาดบอล

Members

"ให้ผมพูดหน่อย" โดย เควิน เดอ เบรยเนอ

เขียนโดย เควิน เดอ เบรยเนอ ผ่าน เดอะ เพลเยอร์ส ทริบูน

แปลโดย Big #6041204 

ผมเป็นคนพูดตรงๆ เพราะฉะนั้นผมจะเล่าความลับอะไรให้ฟัง ก่อนที่ผมจะมาที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผมไม่รู้เลยว่าผมจะทำอย่างไรกับนายราฮีม สเตอร์ลิงอะไรนั่น ผมไม่เคยเจอเขามาก่อน แต่เท่าที่ผมได้อ่านข่าวของเขาจากสื่อในอังกฤษ ผมคิดว่าเขาน่าจะแต่งต่างออกไป

ผมคิดว่า....

ก็....

จริงๆผมไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนไม่ดีนะ แต่พวกหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาหยิ่ง ผมก็เลยนึกว่าเขาจะ...คนอังกฤษเขาเรียกว่าอะไรนะ

ก็อาจจะคนกวนส้นตีนมั้ง

ราฮีมกับผมเราเข้าขากันมาก เพราะเราเข้ามาที่สโมสรในช่วงไล่เลี่ยกัน และเราต่างก็โดนสื่อรุมโจมตีอยู่พักใหญ่ เขาหาว่าผมคือนักเตะที่โดนเชลซีเขี่ยพ้นทีม ส่วนราฮีมก็โดนตราหน้าว่าหน้าเงิน เราสองคนถูกหาว่าเป็นพวกตัวปัญหา

เวลาคุณอ่านข่าวเกี่ยวกับตัวเองในหนังสือพิมพ์ คุณก็คงคิดว่า "ผมเนี่ยนะ ผมไม่ใช่ตัวปัญหาเลย นี่มันบ้าชะมัด คนพวกนี้ไม่รู้จักผมด้วยซ้ำ" แต่พูดกันตรงๆ เวลาคุณอ่านข่าวของนักเตะคนอื่น คุณก็คงอดที่จะคล้อยตามไปบ้างไม่ได้

จนผมได้มาที่ซิตี้และเจอราฮีมตัวเป็นๆ เราได้คุยกันหลังฝึกซ้อมเสร็จ ผมก็มาคิดว่า "เดี๋ยวนะ ไอ้หมอนี่มันเท่จะตาย นี่มันเรื่องอะไรกัน"

จริงๆแล้ว ผมไม่มีเพื่อนสนิทมากนักไม่ว่าจะในหรือนอกวงการฟุตบอล ผมต้องรู้จักมักคุ้นกับคนคนหนึ่งนานพอสมควรก่อนที่ผมจะเปิดเผยตัวเองกับเขา แต่เมื่อเวลาผ่านไปผมก็เริ่มสนิทกับราฮีม เพราะลูกชายเราก็เกิดในช่วงไล่เลี่ยกัน เวลาเจอกันพวกเขาก็จะเล่นด้วยกันเสมอ ผมได้มารู้จักราฮีมจริงๆ ผมรู้สึกได้ว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดและจริงใจ เขาไม่ใช่คนแบบที่แท็บลอยด์พวกนั้นเขียนโจมตีเลยแม้แต่น้อย

นี่คือความจริง ราฮีมคือหนึ่งในนักฟุตบอลที่ดีและถ่อมตัวมากที่สุดที่ผมเคยเจอ

วันหนึ่งเราคุยกันและราฮีมก็พูดขึ้นว่า "ก่อนฉันจะเจอนาย ฉันคิดว่านายจะเป็นคนเก็บตัวไม่พูดไม่จา ไม่ใช่แบบนี้เลย จริงๆนายเป็นคนที่ตลกนะ"

"ฉันเป็นคนตลกหน้าตาเฉย" ผมว่า

"เฉยมาก" เขาเสริม

จากนั้นเขาก็ถามว่า "นายคิดว่าฉันเป็นคนอย่างไร"

"เอาจริงๆเหรอ ฉันคิดว่านายจะหยิ่ง" ผมว่า

เขามองผมด้วยสายตางงงัน "บ้าหน่า"

ผมจ้องเขากลับ "อะไรกัน นายยังว่าฉันจะเป็นคนแปลกๆเลย"

ผมคิดว่ามันเป็นบทเรียนสำคัญ เท่าที่ผมได้ประสบมากับตัวเอง ถ้าคุณได้รู้จักกับนักฟุตบอลสักคนหนึ่งจริงๆ สิ่งที่คุณคิดกับตัวจริงของพวกเขามันจะไม่เหมือนกันเลย

แล้วมันก็จริงแม้แต่กับตัวผมเองก็ตาม

ผมพอเข้าใจว่าทำไมราฮีมถึงคิดว่าผมจะเป็นพวกตัวปัญหา มันเป็นเหมือนเงาที่ติดตามตัวผมตั้งแต่อายุ 16

ผมจะเล่าอะไรให้คุณฟัง แต่ขอให้คุณรู้ไว้ก่อนว่าการเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองให้คนอื่นฟังมันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผม ถ้าให้เล่าเรื่องฟุตบอลรับรองผมจ้อได้เป็นชั่วโมง แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวนี่มันยากมาก

ผมเป็นของผมแบบนี้ ผมเชื่อว่าบางคนที่กำลังอ่านอยู่คงเข้าใจได้

ผมเป็นคนทั้งเงียบทั้งขี้อายตั้งแต่ยังเด็ก ผมไม่เคยมีเครื่องเล่นเพลย์สเตชัน ไม่มีเพื่อนสนิทมากนัก ผมเป็นตัวของตัวเองที่สุดก็ตอนเล่นฟุตบอลนี่แหละ แล้วผมก็สบายๆกับชีวิตแบบนั้น ถ้าอยู่นอกสนามนี่ผมจะไม่พูดกับคุณสักคำ แต่อย่าให้ลงสนามนะ ผมลุกเป็นไฟเลยล่ะ ผมรู้ว่าหลายคนขำกับคลิปตอนที่ผมตะโกนใส่ดาบิด ซิลบาว่า "ให้ผมพูดหน่อย!" ผมพัฒนามาไกลมากตั้งแต่สมัยเด็ก

เวลาที่คุณเป็นเด็ก การกระทำอะไรก็ตามอาจจะทำให้ใครต่อใครเข้าใจผิดได้ง่าย ข้อนี้ผมเจอเองกับตัวเลย

ตอนอายุ 14 ผมได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต หลังได้รับโอกาสเข้าร่วมอะคาเดมีฟุตบอลที่เคงก์ ผมย้ายจากฟากหนึ่งของเบลเยียมไปอีกฝั่งตัวคนเดียว มันห่างจากบ้านผมไปถึง 2 ชั่วโมง แต่ผมบอกที่บ้านว่าผมอยากไป

ปัญหาคือแค่ที่บ้านเกิดผมก็ขี้อายจะแย่อยู่แล้ว พอไปถึงที่เคงก์ ผมเป็นเด็กใหม่ที่มาจากอีกฟากของประเทศ แถมยังพูดสำเนียงตลกๆอีก มันว้าเหว่มาก ผมไม่มีสังคมเท่าไรเลยเพราะเมื่อหยุดวันอาทิตย์ผมก็จะกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่บ้านตลอด ตลอดเวลา 2 ปีที่อยู่ที่อะคาเดมี มันเป็นช่วงเวลาที่ว้าเหว่มากที่สุดในชีวิตผม

หลายคนคงคิดว่ามันบ้าสิ้นดี ทำไมต้องไปใช้ชีวิตแบบนั้นทั้งๆที่อายุ 14

ผมตอบคุณได้แค่ว่า เพียงแค่ได้เล่นฟุตบอล ไม่มีอะไรสำคัญกว่านี้แล้ว ปัญหาหรือความรู้สึกอะไรก็ไม่สำคัญเลย ทุกอย่างลงตัวเสมอตอนผมเล่นฟุตบอล ถ้าคุณว่ามันคือความคลั่ง ผมคงคลั่งมันมาก

พูดง่ายๆก็คือฟุตบอลมันคือชีวิตของผม

ปีแรกผมอาศัยในหอพักของอะคาเดมี อยู่ในห้องเล็กๆที่มีเตียง โต๊ะ และอ่างล้างหน้า ปีต่อมาผมได้ย้ายเข้าไปอยู่กับครอบครัวที่สโมสรจ้างให้ดูแลนักเตะเยาวชน ผมอยู่กับครอบครัวนั้นร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน ที่นั่นทำให้ผมได้มีชีวิตที่ปกติ

ผมเก็บตัวอยู่คนเดียวเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมคิดว่าทุกอย่างโอเคนะ พอเวลาผ่านไปเป็นปี ผลการเรียนผมดี เล่นฟุตบอลก็ดี ไม่เคยมีเรื่อง ไม่เคยมีปัญหา

พอจบปี ผมก็เก็บกระเป๋าเพื่อกลับบ้าน ครอบครัวที่ผมอยู่ด้วยก็บอกลาผมว่า "เปิดเทอมเจอกัน ขอให้สนุกช่วงปิดซัมเมอร์นะ"

เมื่อผมกลับถึงบ้าน ผมเปิดประตูเข้าไปเห็นแม่ร้องไห้อยู่ ในใจผมก็คิดว่าคงมีใครเพิ่งเสียละมั้ง

"มีอะไรหรือเปล่าครับ" ผสถามออกไป

คำตอบของแม่วันนั้นได้เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล

"พวกเขาไม่ต้องการลูกกลับไปแล้ว" แม่ว่า

ผมตอบกลับ "แม่พูดเรื่องอะไรกันเนี่ย"

"ครอบครัวที่ดูแลลูกเขาไม่ต้องการให้ลูกกลับไปอยู่กับเขาแล้ว" แม่ว่า

"อะไรนะ ทำไมกัน" ผมตอบ

"เพราะนิสัยลูกมันเป็นแบบนี้ เขาบอกว่าลูกเงียบเกินไป พวกเขาไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ได้ เขาบอกว่าลูกมีปัญหา" แม่ว่า

ผมตกใจและประหลาดใจมาก ครอบครัวนั้นไม่เคยพูดกับผมตรงๆ ผมเก็บตัวอยู่ในห้องไม่เคยมีเรื่องอะไรทั้งสิ้น ไม่เคยก่อกวนใคร พวกเขาโบกมือลาผมเหมือนทุกอย่างปกติ จากนั้นก็บอกสโมสรว่าไม่ต้องการผมให้กลับมาอยู่ด้วยแล้ว

มันมีผลต่ออาชีพค้าแข้งของผมมาก ผมไม่ใช่ดาวรุ่งพุ่งแรงอะไรในขณะที่สโมสรเริ่มคิดว่าผมเป็นตัวปัญหา พวกเขาบอกพ่อแม่ผมว่าไม่ต้องการที่จะเสียเงินจ้างหาครอบครัวดูแลใหม่ แต่ผมจะถูกส่งไปอยู่ในหอพักอีกแห่ง ซึ่งที่นั่นก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร แต่มันเต็มไปด้วยเด็กที่มีปัญหา

ผมจำได้แม่นเลยว่าเห็นแม่ร้องไห้ แล้วผมก็พุ่งเข้าไปหยิบลูกฟุตบอลออกจากบ้านไปเล่นแถวรั้วเหล็กที่ผมมักจะไปเล่นประจำสมัยเด็กๆ

"เพราะนิสัยลูกมันเป็นแบบนี้" คำนี้เล่นเอาผมสะอึก ผมได้ยินมันครั้งแล้วครั้งเล่าในหัวผม

ผมอัดลูกบอลใส่รั้วซ้ำแล้วซ้ำอีกเกือบชั่วโมง จนถึงช่วงหนึ่งผมตะโกนดังๆออกไปว่า "ทุกอย่างจะโอเค อีก 2 เดือนผมจะต้องอยู่ในทีมชุดใหญ่ให้ได้ ผมจะไม่มีวันล้มเหลวกลับมา ไม่มีวัน"

ผมกลับไปที่เคงก์หลังปิดภาคฤดูร้อน ผมได้ขึ้นไปอยู่ทีมสำรองในฐานะเด็กใหม่ไฟแรง ผมซ้อมเอาจริงแบบแทบตายเลยล่ะ

แล้ววันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปก็มาถึง เราเล่นกันคืนวันศุกร์ ผมอยู่ในม้านั่งสำรอง พอผมได้ลงมาเล่นในครึ่งหลังมันบ้าคลั่งเลยล่ะ

ยิงลูกแรก "พวกเขาไม่ต้องการลูกกลับไปแล้ว"

ยิงลูกสอง "เงียบเกินไป"

ยิงลูกสาม "เด็กมีปัญหา"

ยิงลูกสี่ "พวกเขาไม่ต้องการลูกกลับไปแล้ว"

ยิงลูกห้า "เพราะนิสัยลูกมันเป็นแบบนี้"

ครึ่งหลังผมยิงเข้าไปห้าลูก

ทุกอย่างกลับตาลปัตรหมดนับจากนั้น ทุกคนมองผมเปลี่ยนไป ผมขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่ในเวลาเดือนกว่าๆ ก่อนเป้าหมายไม่กี่วันเท่านั้น และแน่นอนหลังจากนั้นสโมสรก็บอกที่บ้านผมว่าพวกเขายินดีจ้างครอบครัวดูแลผมใหม่

มันตลกสิ้นดีเลยเวลาที่เห็นปฏิกิริยาของคนเปลี่ยนไปเพียงเพราะคุณเล่นดีขึ้น

วันหนึ่งครอบครัวที่เคยผลักไสไล่ส่งผมก็มาปรากฏตัวที่สโมสร พวกเขามาพูดคุยกับผมราวกับว่าทุกอย่างเป็นการเข้าใจผิด "เราอยากได้เธอกลับมาอยู่ด้วยนะ ช่วงกลางสัปดาห์เธอก็อยู่ที่หอไป แต่ช่วงสุดสัปดาห์เธอมาอยู่กับเราก็ได้" ผมพอจำบทสนทนานั้นได้คร่าวๆ

จริงๆมันตลกมากนะ แต่ตอนนั้นผมบอกเลยว่าผมไม่ตลก พวกเขาทำผมเจ็บปวดมาก ผมเลยตอบไปว่า "ไม่ วันนั้นพวกคุณไล่ผมเหมือนหมูเหมือนหมา พอตอนนี้ผมเล่นดีก็เลยอยากรับผมกลับไปอยู่ด้วยว่างั้น"

พอมานึกดูผมต้องขอบคุณพวกเขานะ เหตุการณ์ครั้งนั้นมันเติมไฟให้ชีวิตผมเลยล่ะ แต่เงาเดิมๆก็ยังตามตัวผมอยู่ ไม่ว่าผมจะอยู่กับเคงก์หรือเชลซี สื่อในเบลเยียมก็ยังจะโจมตีผมอยู่เรื่อยว่าผมเป็นตัวปัญหา แล้วเรื่องของผมกับครอบครัวนั้นก็จะถูกนำมาตีแผ่เสมอๆ

มันก็จริงที่ผมอาจจะน็อตหลุดได้เป็นบางเวลา โดยเฉพาะเวลาอยู่ในสนาม ผมจะเก็บความรู้สึกไว้ข้างในจนถึงเวลามันก็ระเบิดออกมาเอง แล้วจากนั้นผมก็จะเย็นลงเอง แต่ผู้คนมักจะเข้าใจผิด ในชีวิตของผมผมต้องการแค่สิ่งเดียวคือได้ลงเล่นให้มากที่สุด

พอผมมาที่เชลซี สื่อก็มักจะเขียนถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับโชเซ มูรินโญ เอาจริงๆผมเคยพูดกับเขาแค่สองครั้งเท่านั้น แผนก็คือสโมสรจะปล่อยผมให้สโมสรอื่นยืมตัวก่อน ผมเลยได้ไปแวร์เดอร์ เบรเมนในปี 2012-13 และนั่นเป็นปีที่ดีอย่างแท้จริง พอผมกลับมาเชลซีในช่วงปิดฤดูกาล มีหลายสโมสรในเยอรมนีที่อยากได้ผมไปร่วมทีม เยอร์เกน คล็อปป์อยากได้ผมไปดอร์ทมุนด์และผมก็ชอบสไตล์การเล่นของพวกเขา ผมก็นึกว่าเชลซีคงปล่อยตัวผมแน่นอน

มูรินโญส่งข้อความมาหาผมว่า "นายจะอยู่ที่นี่ นายยังอยู่ในแผนการทำทีม"

"ก็ดี อย่างน้อยเราก็ยังอยู่ในแผน" ผมคิด

ช่วงปรีซีซันทุกอย่างไปได้สวย ผมได้ลงเป็นตัวจริง 2 ครั้งใน 4 เกมแรก ผมว่าผมเล่นดีนะ ไม่ได้ดีเลิศ แต่พอรับได้ หลังจากนั้นผมก็ถูกจับนั่งยาว ไม่เคยได้รับคำอธิบาย ผมแค่หายออกจากความสนใจไปเฉยๆ

แน่นอนผมก็มีส่วนผิด การเป็นนักฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกมันไม่ใช่เรื่องที่เด็กหนุ่มอย่างผมจะเข้าใจได้ในทันที สิ่งที่คนภายนอกไม่เข้าใจคือถ้าคุณไม่เป็นที่ชื่นชอบแล้ว ตอนซ้อมเขาก็ไม่สนใจคุณ ในบางสโมสรคุณอาจเหมือนไม่มีตัวตนอยู่เลย

ถ้าเรื่องแบบตอนนั้นมันเกิดกับผมตอนนี้คงไม่ใช่ปัญหาเลย ผมคงดูแลตัวเองฝึกซ้อมเองได้ แต่ถ้าคุณอายุ 21 คุณมันช่างไร้เดียงสา ผมได้ลงเล่นอีกครั้งในเกมลีกคัพ รอบสามกับสวินดัน ทาวน์ ผมทั้งไม่ฟิตทั้งไม่พร้อมเล่น และนั่นก็คือจุดจบของผมกับเชลซี

โชเซเรียกผมเข้าห้องทำงานในช่วงเดือนธันวาคม และนั่นนับเป็นเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตอีกครั้งของผม เขามีกระดาษสองสามแผ่นอยู่บนโต๊ะ แล้วเขาก็เอ่ยว่า "ผ่านบอลให้เพื่อนยิงหนึ่ง ยิงไม่ได้สักลูก เสียบอลแล้วแย่งกลับมาได้ 10 ครั้ง"

เกือบหนึ่งนาทีกว่าผมจะเข้าใจจุดประสงค์ของการพูดคุยในวันนั้น

หลังจากนั้นเขาเริ่มอ่านสถิติของแนวรุกคนอื่นๆ - วิลเลียน ออสการ์ มาตา และเชือร์เลอ

อารมณ์แบบ "ห้าประตู ผ่านบอลให้เพื่อนยิง 10 ลูก" บ้าบอคอแตก

เหมือนกับว่าโชเซเขากำลังรอให้ผมพูดอะไรบางอย่าง ผมเลยพูดไปว่า "แต่...พวกเขาได้เล่นตั้ง 15 เกมบ้าง 20 เกมบ้าง ผมได้เล่นแค่ 3 เอง สถิติมันก็ต้องต่างกันหน่อย โค้ชว่าไหม"

มันแปลกมาก เรานั่งคุยกันเรื่องที่ผมจะถูกปล่อยให้ยืมตัวอีกครั้ง ทั้งๆที่ตอนนั้นมาตาก็ไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบ โชเซตอบว่า "ก็อย่างว่า ถ้ามาตาออกไป นายก็จะขึ้นมาเป็นตัวเลือกอันดับห้าแทนสิ"

"ผมรู้สึกว่าคุณไม่ต้องการตัวผม ผมต้องการเล่นฟุตบอล ผมยอมให้คุณขายผมทิ้งไปดีกว่า" ผมตอบไปแบบไม่เกรงใจ

ผมว่าโชเซค่อนข้างผิดหวัง แต่ผมว่าเขาก็รู้แหละว่าผมต้องการลงเล่น สุดท้ายสโมสรก็ขายผม ซึ่งสำหรับผมแล้วมันไม่มีปัญหาเลย เชลซีได้กำไรมากกว่าเท่าตัว และชีวิตผมก็ดีขึ้นมากที่โวล์ฟสบวร์ก

ชีวิตเปลี่ยนอีกครั้ง คราวนี้ผมมีทั้งฟุตบอล แถมมีว่าที่ภรรยาอยู่ข้างๆ เธอช่วยให้ผมเรียนรู้ชีวิตได้มากเชียวล่ะ มันมีเรื่องน่าอายอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งผมก็ไม่ค่อยอยากเล่าหรอก แต่ไหนๆสัญญากันแล้วว่าจะพูดหมดเปลือกก็ต้องเลยตามเลย

มันเริ่มจากทวีตหนึ่งทวีต ผมมีคนตามบนทวิตเตอร์อยู่แค่ไม่กี่พันคนตอนที่ผมเล่นที่เบรเมน ตอนนั้นผมทวีตหลังจากเกมเกมหนึ่งหรือเกี่ยวกับอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็มีผู้หญิงน่ารักคนหนึ่งมากดชอบ ตอนนั้นผมโสดอยู่ แล้วเพื่อนผมก็มาเห็น เขาเลยบอกว่า "เธอดูสวยดีนะ ลองส่งข้อความหาเธอสิ"

"บ้า ไม่เอาหน่า ไม่มีใครชอบเราหรอก เธอคงไม่ตอบหรอก" ผมปฏิเสธไป

เพื่อนผมกระชากมือถือไปแล้วก็พิมพ์อะไรบางอย่าง เขายื่นหน้าจอให้ผมดูแล้วก็ถามว่า "เอาหน่า ฉันกดส่งนะ"

ผมนอนอยู่บนพื้น แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไรมันดลใจ "โอเคส่งเลย" ผมตอบ

นี่แหละคือผม ผมควรจะทำตัวเป็นนักฟุตบอลชื่อดัง แต่ผมไม่กล้าแม้แต่จะส่งข้อความส่วนตัวหาภรรยาในอนาคตของผม

โชคดีที่เพื่อนผมส่งข้อความไป แล้วเธอก็ตอบ ในช่วงหลายเดือนถัดมาเราทำความรู้จักผ่านการส่งข้อความไปมา การเข้ากันกับใครสักคนมันง่ายขึ้นมากถ้าผมรู้จักมักคุ้นกับเขา เธอเข้ามาเปลี่ยนชีวิตผมในหลายๆด้าน พูดจากใจเลยว่าถ้าไม่มีเขาผมก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร

คนในวงการฟุตบอลได้บัญญัติศัพท์ "เมียและแฟนสาว" มาใช้กับภรรยาและแฟนสาวของนักฟุตบอล ผมไม่ชอบมันเลย เพราะมิเชลเป็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม เธอเสียสละทุกอย่างตอนที่เธอย้ายตามผมตอนเธออายุ 19 เพื่อให้ผมได้ทำตามฝัน เราดำเนินชีวิตและบากบั่นมาด้วยกัน เธอช่วยให้ผมเปิดใจและเข้ากับคนอื่นได้ดีมาก แถมรับมือกับปัญหาทุกอย่างได้ดีเยี่ยม

เราเพิ่งรู้ว่ามิเชลตั้งครรภ์ลูกคนแรกในช่วงเปิดตลาดซื้อขายหน้าร้อนปี 2015 ตอนนั้นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และบาเยิร์น กำลังให้ความสนใจผม ผมเครียดมาก ในขณะที่เรากำลังจะเริ่มสร้างครอบครัว เรากลับยังไม่รู้ว่าเราจะไปเล่นที่ไหน อาศัยอยู่ที่ใด

ส่วนตัวผม ผมอยากไปซิตี้นะ วินนี่ กอมปานีส่งข้อความหาผมตลอด เขาเล่าให้ผมฟังถึงโครงการของสโมสร เขาบอกว่าผมจะต้องชอบมัน ผมรู้สึกดีกับภาพรวมของสโมสรนะ แต่ผมก็ไม่อยากเสียมารยาทกับโวล์ฟสบวร์กเพราะผมรักช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่นี่ ผมก็เลยรูดซิบปาก อยู่เฉยๆและรอเวลา ฟังดูง่ายดี

ทุกๆวันตลอดสามสัปดาห์ ตัวแทนของผมไม่เคยให้คำตอบที่ชัดเจนกับผมได้เลย เดี๋ยวก็ใกล้จบ เดี๋ยวก็ไม่ แล้วก็มาอีก แล้วก็เงียบไปอีก

เรื่องนี้พาภรรยาของผมเครียดตามไปด้วย เช้าวันหนึ่งเธอไม่สบายมาก ผมไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร พวกเรากลัวว่าจะมีปัญหากับเด็กในท้อง

จากนั้นเธอก็เริ่มมีอาการปวด แล้วก็มีเลือดออก เราไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมรีบพาเธอไปโรงพยาบาล เรากลัวมากว่าเธอจะแท้ง มันเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิต มันดูมืดมนไปหมด ช่วงหนึ่งคุณมัวแต่คิดเรื่องการย้ายทีม เผลอแป๊บเดียวโลกก็กลับตาลปัตรไปเลย

ขอบคุณพระเจ้าที่สุดท้ายลูกชายเราไม่เป็นไร

ถ้าไม่มีลูกผมไม่รู้ชีวิตจะเป็นอย่างไร สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับผมและฟุตบอล มันเทียบไม่ได้เลยกับภรรยาและลูกของผม

มันคือเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตครั้งที่ 3 ของผม มันทำให้ผมรู้ว่าฟุตบอลไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ผมจมปลักอยู่กับฟุตบอลมา 23 ปี แต่ตั้งแต่ผมได้มาเจอมิเชลและหลังลูกชายคนแรกของเราเกิด ผมไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากหลังจากที่เราเริ่มสร้างครอบครัวกันและผมย้ายมาเล่นให้กับซิตี้

โดยเฉพาะหลังการมาของเป็ปในปีที่สอง

เป็ปกับผมมีความคิดที่คล้ายกัน เอาจริงเขากวดขันเรื่องฟุตบอลมากกว่าผมเสียอีก เขาดูเครียดตลอดเวลา แม้มันจะดูว่าแรงกดดันมันจะอยู่กับเราเหล่านักเตะ แต่เอาเข้าจริงผมว่าเขากดดันกว่าพวกเราเยอะ เพราะเขาไม่ได้ต้องการแค่ชัยชนะ แต่เขาต้องการความสมบูรณ์แบบ

ตอนที่ผมนั่งคุยเขาครั้งแรก เขาพูดกับผมว่า "คุณฟังผมนะเควิน คุณสามารถก้าวไปเป็นท็อปห้าของโลก ท็อปห้าได้แบบชิลๆเลย"

ผมตกใจมาก แต่เป็ปพูดออกมาแบบจริงใจมันทำให้ผมเปลี่ยนความคิด เขาเป็นอัจฉริยะจริงๆนะ เพราะมันทำให้ผมต้องทำงานหนักและพัฒนาตัวเองเพื่อให้เขาไม่ผิดหวังที่พูดชมผมแบบนั้น

ตลอดเวลา ฟุตบอลมักจะเกี่ยวข้องกับข้อเสียและความหวาดกลัว แต่กับเป็ปมันมีแต่ความเป็นไปได้และความคิดบวก เขาตั้งเป้าหมายไว้สูงจนไม่อาจเอื้อมได้ เขาเป็นยอดกุนซือไม่ผิดแน่นอน แต่สิ่งที่คนภายนอกไม่ได้เห็นคือเขาพยายามกดดันตัวเองเพื่อให้ได้มาเพื่อความสมบูรณ์แบบ

ฤดูกาลนี้มันไม่ง่ายสำหรับผมเลย ทั้งอาการบาดเจ็บทั้งเกมที่ผมพลาดไป มันทำใจยอมรับยาก การที่ต้องนั่งชมเกมบนอัฒจรรย์มันทรมานมาก

มิเชลบอกว่าผมผิดแปลกไป ตลอดเวลาที่เธออยู่กับผมเธอไม่เคยเห็นผมร้องไห้เลยสักครั้ง แม้แต่เวลาไปพิธีศพผมก็ไม่ร้องไห้ แต่ตอนที่ผมได้รับบาดเจ็บที่เข่าในเกมกับฟูแลม มันเหมือนเอ็นที่เข่าได้รับความเสียหาย แพทย์บอกว่าผมอาจจะต้องพักรักษาตัวสักพัก มันคือฝันร้ายจริงๆ เวลาที่แม้แต่ใส่กางเกงชั้นในเองก็ทำไม่ได้ แถมมันยังมาเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่มิเชลคลอดลูกคนที่สองของเราอีก

จริงๆแล้วเธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลตอนที่ผมเฟซไทม์หาเธอเพื่อบอกข่าว

"ลูกเป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างโอเคไหม" ผมถาม

"ทุกอย่างโอเค เธอร้องไห้เหรอ" เธอตอบ

ตอนนั้นผมคงน้ำตาคลอมั้ง

"ก็มีข่าวร้ายนิดหน่อย เข่าผมอีกแล้ว ผมคงต้องพักยาวหน่อย ฉะนั้นตอนนี้คุณต้องดูแลเด็กทารกถึงสามคนแหนะ"

จากนั้นผมก็ปล่อยโฮเลย ผมไม่รู้ว่ามันคือความตื้นตันที่ลูกคนที่สองของผมเพิ่งคลอดหรือเสียใจที่จะต้องพักยาวจากอาการบาดเจ็บ หรือจะทั้งสองอย่าง แต่ผมกำลังเฟซไทม์ ผ่านกล้องด้านหน้าของสมาร์ทโฟน ทำตัวน่าสมเพชและขี้แยเสียเหลือเกิน

มิเชลแทบจะไม่อยากเชื่อ

"งานแต่งเราเธอไม่ร้องไห้ ตอนลูกทั้งสองของเราเกิดก็ไม่ร้อง" เธอว่า

นั่นแหละผม

งานแต่ง พิธีศพ ลูกเกิด ทำอะไรผมไม่ได้หรอก ผมมันร็อก

แต่ถ้าคุณเอาฟุตบอลไปจากผม ช่างมันเถอะ ผมรับไม่ได้จริงๆ

โครงการที่ซิตี้มันมีมากกว่าแค่คำว่าชนะ มันคือการเล่นในสไตล์ของเราภายใต้ปรัชญาที่เราเชื่อมั่น นี่คือเหตุผลที่พวกเราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับรายละเอียดยิบย่อย เหตุผลที่เราต่างหนุนต่างผลักดันกันให้ไปถึงจุดสูงสุด

จะมาเล่นฟุตบอลพื้นๆมันยากที่สุดแล้ว แต่เวลาที่มันเข้าที่ มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดเลยล่ะ

ฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำเร็จหรือไม่ สิ่งที่เราทำมาทั้งหมด คนที่รักในกีฬานี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราทำผลงานได้ดีขนาดไหน เวลาเราเล่นได้ดี เข้าขากัน มันเหมือนกับ เหมือนอะไรนะ คุณพอเดาออกไหม เหมือนเวลาคุณนั่งสมาธิน่ะ

เข้าถึงนิพพาน

มันเหมือนผมเข้าถึงนิพพานได้เลยล่ะ

ให้ผมเดานะ ผมว่าผมก็แตกต่างจริงๆแหละ ผมแสดงออกได้ดีที่สุดตอนอยู่ในสนาม นั่นคือเรื่องราวของผม

ขอบคุณที่ให้ผมได้มาเล่าเรื่องนี้กับคุณ

ขอบคุณที่ให้ผมได้พูด

เควิน เดอ เบรยเนอ

ที่มา: https://www.theplayerstribune.com/en-us/articles/kevin-de-bruyne-ma...

Views: 606

Reply to This

Replies to This Discussion

ได้รู้จัก KDB มากขึ้นในมุมมองของมนุษย์ปถุขน..

..เขาก็เป็นในสิ่งที่เขาเป็น คิดยังไงรู้สึกยังไงมันก็เป็นตัวเขา..

..อ่อนไหวในบทบาทการสู้ชีวิต ในเรื่องครอบครัว..

..แข็งแกร่งในเรื่องการต่อสู้ในสิ่งที่เขารักคือฟุตบอล..

..เงียบขลึม แต่เป็นคนช่างคิด..

..ทั้งหมดคือ KDB ที่ใครๆย่อมที่จะทำความเข้าใจเขาได้..

..และหนึ่งในคนที่เข้าใจเขาคือเพื่อนที่ชื่อ..ราฮิม สเตอร์ลิ่ง

สุดยอดมากครับน้องบิ๊ก ขอบคุณที่ช่วยแปลให้ครับ

พอดีพี่มีนติดงานเลยลืมไม่ทได้เอาลง อิอิ ไม่ว่ากันนร้้า

ขอบคุณ​ครับ​พี่​มีน​ ถือซะว่าช่วยลงให้แล้วกันนะครับ​ ดูพี่กับ​ครูจ๋อมยุ่งหลายเรื่องเลย​ : )​

ดีครับอ่านแล้วเพลินดี ได้พบตัวตนของนักเตะมากขึ้น ได้ทราบความคิด ทัศนะคติ ก่อนที่จะมาเป็นนักเตะรัดับสุดยอดได้แบบนี้

ขอบคุณ​ครับ​ : )​

ก็เคยเคืองๆบรอยน์ยุนะแต่พอได้

รู้จักเขาก็หายเคืองไปเลย ปลื้มกับ

การทุ่มเทของเขามาก นอกจาก กุน

ซิลบาก็คือบรอยน์นี่แหละที่ปลื้มสุดๆ

เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ที่ซิตี้ยอมทุ่มและเสียไปโครตโชคดีที่ซิตี้ได้นักเตะแต่ละคนที่เรียกได้ว่าระดับเทพในสไตร์การเล่นในหลายๆตำแหน่งเพราะยอมทุ่ม เดอ บรอยเป็นหนึ่งในนักเตะที่ไม่เคยทำให้ผิดหวังแล้วก็เวลาดูทีมลงเล่นน้อยคนมากในทีมที่จะพยายามทุ่มเทวิ่งตลอดเวลาและพยายามอย่างสุดกำลังในทุกๆนัดคือชอบนักเตะที่แสดงสปิริตให้แฟนบอลเห็นว่าเออถึงจะแพ้ถึงจะตกเป็นรองแต่คือก็ไม่ได้ท้อซึ่งก็จะเห็นจากกุน ซิลบา แบรนานโด้ ราฮีม เป็นหลักคนอื่นๆที่ไม่ได้พูดถึงก็มีบ้าง ซึ่งดีกว่าบางรายที่เล่นแย่แต่โดนยกหางบ่อยๆ ขอให้เดอร์บรอยเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่อยู่คู่กับซิตี้ไปอีกนานๆและประสบความสำเร็จกับทีมทั้งรางวัลส่วนตัวและก็รางวัลกับทีมเป็นตำนานราชาจอมแอซซิสให้กับซิตี้ไปอีกหลายฤดูกาล ขอบคุณบทความดีดีแบบนี้ทำให้ได้รู้จักกับนักเตะของทีมอีกคนนึงที่โครตทุ่มเทและเทพสุดๆ ของแมสเชสเตอร์ ซิตี้ครับ

ขอบคุณ​ครับ​ : )​

RSS

© 2020   Created by thaiMCFC.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service