ชีวิตไม่ขาดบอล

Members

ก็เล่นถามคำถามที่ไม่ตรงกับคำตอบ

กับคำถามที่ว่า

พักอยู่ใกล้รึอยู่ไกลที่ทำงานดี

ยาฝรั่งรึสมุนไพรดี

มือถือแบบแป้นกดรึแบบจอสัมผัสดี

นาฬิกาแบบดิจิตอลรึแบบมีเข็มดี

กับคำถามที่ว่า พักอยู่ใกล้รึอยู่ไกลที่ทำงานดี

ลุงเลือกคำตอบว่าไกลๆก็ไกลซิจ๊ะเพื่อความรัก(ที่มีต่อหลานๆ) ตอนแรกลุงกับป้าก็พักอยู่ที่บ้านกรุงเทพฯ ทำงานที่กรุงเทพฯ พอมีหลานชายคนแรก ลูกของลูกพี่ลูกน้องของป้า ก็เลยพาป้ากลับมาเยี่ยมบ้านที่อยุธยาอาทิตย์ละครั้งเพราะหลงใหลในความน่ารักของเจ้าตัวหลานชายคนแรก พอน้องสาวแท้ๆของป้ามีลูกสาวน่ารักน่าชังขึ้นมา ลุงก็ตัดสินใจย้ายที่ทำงานจากรุงเทพ มาอยู่ต่างจังหวัด ป้าก็มาอยู่ด้วยแต่ยังทำงานแถวรังสิตที่เก่า ก็ถือว่าไม่ไกลจากอยุธยา พอจะไปกลับได้ ถึงคิวของน้องสาวแท้ๆของป้ามีนายแบบประจำบล็อก ป้าก็ตัดสินใจย้ายที่ทำงานไปอยู่ใกล้ๆบ้าน ส่วนลุงก็จำใจต้องย้ายเข้ากรมที่กรุงเทพเพราะตำแหน่งแบบลุงขืนยังอยู่ต่างจังหวัดมีหวังได้ย้ายไปเรื่อยๆทั่วประเทศเป็นแน่แท้ ยิ่งไกลเจ้าตัวเล็กยิ่งคิดถึงใหญ่ กลับไปอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ คนเดียวได้แป๊บเดียว ก็ตัดสินใจไปกลับด้วยรถตู้ ขาละ 110 บาท ไงๆก็คิดซะว่าถูกกว่าจ่ายค่าน้ำมันถ้าขับรถไปทำงานเองถึงจะพักอยู่ในกรุงเทพก็เถอะ อันนั้นแหละคือคำตอบแบบเนียนๆของลุง

กับคำถามที่ว่า ยาฝรั่งรึสมุนไพรดี

เมื่อครั้งยังหนุ่มยังแน่นอายุมากกว่า นายเกล้า ซักสิบกว่าปี คงจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับสมาชิกหลายๆท่าน ลุงกินเหล้าสะบัด ทั้งเหล้ารำ(แม่โขง หงส์ทอง แสมโสม) วิสกี้(100ปี่ จอนห์นี่ชอบเดิน กาแดง กาดำ กาเขียวยันกาน้ำเงิน ชีวาส รีกัล พวกนี่ชอบกินที่เค้าซื้อเอามาฝากไม่ค่อยชอบซื้อ) บรั่นดี(ก็กิน รีเจนซี่ ยี่ห้อเดียว เคยลองซื้อขวานหงายมากินขวดนึง ไม่ไหวตอนเช้าปวดหัว มึนตึบ ว่าไม่น่าซื้อมากินเลยตู แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อยามากินแก้ปวดหัววะเนี๋ย xม่xแพงโครตๆเลย) กับแกล้มก็ชอบทำกินกันเองซะส่วนใหญ่เพราะประหยัดกว่าไปกินตามร้านอาหาร(ฮั่นแน่ ยังมาลอยหน้าลอยตาว่าประหยัดอีก ก็กินเหล้าเหมือนกันนั่นแหละ) กับแกล้มโปรดก็หมูสามชั้นลวก ลวกใบขึ้นฉ่ายมาเป็นเครื่องเคียง โรยด้วยกระเทียมเจียวนิดๆ จิ้มด้วยน้ำจิ้มซีฟู๊ดอู้ยพูดแล้วน้ำลายจาหก ไม่เคยสนใจจะตรวจร่างกาย ไม่ว่าจะวัดความดัน รึ ไขมันในเส้นเลือด วันตรวจโรคประจำปีของที่ทำงาน ก็หนีกันไปกินเหล้าอยู่ตามร้านอาหาร(คนอารายโดดตรวจได้ทุกปีจนเป็นสิบๆปี) พออายุ 40 ต้นๆเช้าวันนึงตื่นขึ้นมามีอาการชาๆไปทั้งซีกซ้าย ทั้งมือ ทั้งเท้า ไม่เต็มใจจะเคลื่อนไหว ลิ้นแข็งคับปากพูดไม่ชัด มุมปากห้อยนิดๆ(ไม่ถึงขนาด ปากห้อยร้อยยี่สิบ) พอหมอเห็นอาการก็สั่งเช็คอินนอนโรงพยาบาลบอกว่าคุณเป็น เส้นโลหิตในสมองตีบ นอนรักษาตัวอยู่สี่ห้าวัน ก็ออกมารักษาตัวต่อที่บ้าน ไปหาหมอทุกๆสองเดือนเพราะโรคนี้ใครเป็นแล้วต้องกินยาตลอดชีวิต เพื่อจะได้ไม่แวะเวียนกลับมาเป็นอีก ไอ้อาการความดันสูงนี่รักษาไม่ยากครับกินยาตามหมอสั่งอย่างต่อเนื่องจะเพิ่มหรือลดชนิดปริมาณก็สุดแล้วแต่หมอท่าน พวกผัก สมุนไพร ที่มีสรรพคุณทางลดความดันก็หามากินควบคู่กันไปเดี๋ยวความดันก็ค่อยๆลดลงเอง ไขมันในเส้นเลือดสูงก็รักษาไม่ยาก เน้นเรื่องอาหารเป็นหลักออกกำลังกายเสริมด้วยจะยิ่งดี ถ้ายังไม่ยอมลดเดี๋ยวคุณหมอก็จัดยาปราบมันให้เอง แต่ทั้งความดัน และไขมันเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคเส้นโลหิตในสมองตีบ ทางที่ดีป้องกันไว้ดีกว่ามาแก้แบบลุง การป้องกันก็ไม่ยาก เพราะส่วนที่รักษายากที่สุดก็คืออาการหรือผลที่ตามมาของคนเป็นโรคเส้นโลหิตในสมองตีบ แต่ละรายเป็นไม่เหมือนกัน รายของลุงนี้มีอาการซึม สามารถนั่งนิ่งๆไม่พูดจากับใครในวงข้าวกลางวันได้ จนมีเพื่อนรุ่นพี่คนนึงบ่นให้ได้ยินดังๆว่า ไอ้เล็ก นี่อาการมันเหมือนผักว่ะ เวลานอนอยู่คนเดียวมีอาการเครียจ ไม่รู้มันจะเครียจอะไรกันนักกันหนา เวลาดูทีวี ก็เผลอร้องไห้ออกมา อินไปไม่เว้นข่าว รึ ละคร แต่เวลาดูตลกดันไม่ยอมขำ เวลาพูดจากับหลานด้วยความเอ็นดูก็พูดไป หัวเราะไป ตรงท้ายๆประโยคทุกที อาการพันนี้แหละที่ พี่ๆ น้องๆ พากันเป็นห่วงเป็นใย หาสมุนไพรที่มีสรรพคุณตรงตามอาการเอามาให้ลุงกิน อาการต่างๆก็ไม่ได้ดีขึ้น กินยาฝรั่งก็แล้ว สมุนไพรร้อยแปดก็แล้ว เวลาผ่านไปเกือบสองปี อาการก็ยังไม่ดีขึ้น แต่ด้วยชาติที่แล้วคงทำบุญด้วยการเปลี่ยนจากหลอดไส้ มาเป็นหลอดตะเกียบให้วัด(มันเกี่ยวกันตรงไหนเนี๋ยลุง) กรมที่ลุงทำงานอยู่ก็ปล่อยข่าวขู่ว่าคุณจะต้องย้ายภายในสิ้นปีนี้ใกล้สุดก็ โคราช หรือเพชรบุรี ลุงเลยตัดสินใจขอย้ายเข้ากรมที่กรุงเทพ พอกลับมาทำงานในกรุงเทพเพื่อความสะดวกในการรักษาตัวก็เลย ไปรักษาต่อเนื่องที่ สถาบันประสาทวิทยา เจอหมอครั้งแรกก็ประทับใจที่หมอถามหลังจากได้ดูใบสั่งยาของหมอที่เก่าว่า คุณเบื่ออาหารไม๊ รู้สึกเครียจตลอดเวลาไม๊ รู้สึกท้อแท้ไม่อยากมาทำงานไม๊ แล้วหมอก็จัดยา บำรุงสมอง ยาแก้เครียจ วิตตามินบี ให้ลุงเพิ่มเติมจากยาเดิมๆที่หมอคนเดิมเคยสั่งให้ หลังจากนั้นอีกสองเดือนก็ไปรับยามากินต่ออีกสองเดือน อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็วพระเจ้าช่วยกล้วยทอด และแล้วก็ได้เปลี่ยนจากเล็กซึม เป็นเล็กแรดคนเดิม พอหายดีจนเกือบปกติ มันก็เหมือน หมา มันเคยกิน มูล น่ะครับ แต่คราวนี้กับแกล้มมันๆ เค็มๆ งดกินเด็ดขาด เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอลล์ก็จิบๆนิดๆ(พออาเจียน) ลองจิบๆ รำ กะ วิสกี้ ดู ปรากฏว่าแก้วเดียวอ้วกสนิท บ่ะไอ้โรคนี้อาการต่อเนื่องมันแรงน่าดู แต่ค่อยยังชั่วหน่อย ยังพอๆจิบๆ(มากๆ) บรั่นดี พอได้อยู่ แต่ที่สำคัญหมอที่ดูแลลุงอยู่ท่านกำลังปวดหมองกับ ไข้มันในเลือด กับค่า CPK ที่สูงกว่าเกณฑ์ปกติของลุง ก็หมอท่านเปลี่ยนทั้งชนิดและปริมาณยาก็แล้วมันก็ไม่ยอมลดลง เดือดร้อนกันไปหมดทั้งบ้านพากันหาสมุนไพรสารพัดชนิดที่มีสรรพคุณลดไขมันในเลือด เอามาให้ลุงกินเสริมยาฝรั่งที่หมอสั่ง แต่เจ้าไขมันก็ไม่ยอมลด แต่ด้วยปาฏิหาริย์หรือพรหมบันดาลก็ไม่รู้ ลุงเข้าตรวจเลือดตามหมอสั่งช่วงปลายพรรษา ปรากฏว่า ทั้งค่าไขมัน ทั้งค่า CPK ของลุงก็ลดลงฮวบฮาบเท่ากับคนธรรมดาปกติเค้าจะพีงมี นี่ลุงยังปวดหัวตึบว่าไอ้สมุนไพรตัวไหนหนาในบรรดา สิบๆชนิดที่กินเข้าไป มันไปช่วยลดปริมาณ ไขมัน กะเจ้า CPK งงๆๆๆๆ สุดท้ายลุงก็ยังตัดสินใจไม่ได้ซักทีระหว่าง ยาฝรั่ง กับ สมุนไพร ว่าอะไรดีกว่ากัน แต่ที่ตอบคำถามข้อนี้ก็เพื่อจะย้ำเพื่อนสมาชิกที่จะแวะไปดูบอลที่บ้านลุง ไม่ต้องติดไม้ติดมือไปหรอก พวก เหล้าวิสกี้ เหล้ารำ ขอบรั่นดีถูกๆก็พอ เอิ้กๆๆๆๆๆ

กับคำถามที่ว่า มือถือแบบแป้นกดรึแบบจอสัมผัสดี

ถ้าใครมีหลาน ออทิสติก แบบซนมากถึงมากที่สุด แบบเจ้าตัวเล็กที่ชื่อ ปังปอนด์ ของลุง และยัยพี่สาวที่ชอบทำ drop test กับโทรศัพท์ของลุงอยู่บ่อยๆ คงต้องรีบตอบว่าแบบปุ่มกดซิถึงจะดี เพราะ PDA สองเครื่องของลุงต้องถึงแก่กรรมไปก่อนเวลาอันสมควรก็เพราะ เครื่องแรกป้าลืมเอาไว้บนเตียง หน้าจอแตกละเอียดสนิทเพราะเจ้าตัวเล็กจอมซนกระโดดเด้งดึ้งๆบนที่นอน เครื่องที่สอง ยัยพี่สาวก็ขยันทำ drop test จนหน้าจอแสดงอยู่แค่สองสี แถมยังกระเพื่อมอีกต่างหาก แต่ด้วยที่หลงใหลในความสวยงามของ iPhone อยากจะได้มาครอบครองซักเครื่องนึง ก็เก็บหอมรอมริดจนพอจะซื้อมาลูบๆคลำๆ ระหว่างที่เดินทางไปซื้อเกิดหิวข้าว ไปเจอไฮโซหนุ่มสาวนั่งเล่น iPhone อยู่ทั้งคู่แต่อนิจังวัตตะสังขารา ดันใส่เสื้อเชียร์ united ของแท้ทั้งคู่ ลุงก็เลย บ้ายบาย iPhone หันไปซื้อเครื่องแบบมีแป้นกดพะยี่ห้อ BlackBerry แทนด้วยประกาละะชะนี้แลเอย....

นาฬิกาแบบตัวเลขดิจิตอลรึแบบมีเข็มดี

มื้อเที่ยงวันหนึ่งฉลองก่อนเข้าพรรษา หนักหรือไม่หนักก็ลองคิดดู พอกลับถึงบ้านอีตอนบ่ายสอง ก็รีบเข้านอนทันที ไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไหร่ รู้สึกตัวงัวเงี๋ยตื่นขึ้นมาก็เพราะได้ยินเสียงเจ้าตัวเล็กร้องไห้งอแงเพราะป้าไล่ให้ไปอาบน้ำแต่งตัว กำลังเบลอๆมึนๆ ไม่รู้เวลาเท่าไหร่เพราะแสงสว่างนอกบ้านก็มีอยู่น้อยเต็มที ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู เข็มสั้นชี้ที่ประมาณเลข 5 เลยมาเกือบถึงเลข 6 เข็มยาวชี้ที่ประมาณเลข 10 ก็เลยเป็นงงใหญ่ ว่านี้มันตอนไหนกันแน่ระหว่าง 05:50 น. หรือ 17: 50 น. จะถามป้าก็ไม่กล้ากลัวโดนดุว่าเมาจนไม่รู้จักเวร่ำ เวลา ได้แต่หันหลังนอนฟังเสียงรอจนเจ้าตัวเล็กอาบน้ำเสร็จ เสียงป้าดุเจ้าตัวเล็กด้วยความเอ็นดูว่า
มานี้มาทาแป้งอยู่เฉยๆซิ ว้าก็ยังเดาเวลาไม่ถูก เพราะเวลาไหนเด็กอาบน้ำเสร็จก็ต้องทาแป้งทั้งนั้นแหละ
เสียงป้าสั่ง เอ้าชูมือใส่เสื้อ เอาอีกแล้วยังเดาเวลาไม่ถูกอยู่ดีเพราะโรงเรียนเด็กพิเศษของเจ้าตัวเล็กก็ดันมีเครื่องแบบเป็นเสื้อยืดคอกลมสีเขียวสกรีนตราโรงเรียนที่หน้าอก
ลุงเลยตัดสินใจพลิกตัวหันไปสั่งป้าว่าเปิดไฟซิขมุกขมัวมองอะไรไม่ค่อยจะเห็น เจ้ากรรมเจ้าตัวเล็กดันวิ่งไปเปิดไฟเอง เห็นหลังไวๆว่าใส่เสื้อยืดสีเขียว ก็ยังไม่แน่ใจอีกเพราะเสื้อยืดคอกลมสีเดียวกับเสื้อโรงเรียน เจ้าตัวเล็กก็มีอยู่หลายตัว
จนหันกลับมา ลุงถึงได้อุทานออกมาจนป้าหันมามองทำหน้างงๆ ว่า ไม่มีสรีนตราโรงเรียนเฮอะ ว่าแล้วก็กอดเจ้าตัวเล็กด้วยความเอ็นดูยิ่ง
หลังจากนั้นลุงก็ไม่ยึดติดกับความคลาสิกของนาฬิกาแบบมีเข็มอย่างเดียวอีกต่อไป แล้วก็ตั้งตัวเลขบอกเวลาของนาฬิกาเรือนใหม่ของลุงเป็นแบบ 24 ชั่วโมงเท่านั้นจะได้ไม่ต้องมาตีความเป็นสองมาตรฐานกันว่า ไอ้ am pm เนี๋ย อะไรมันก่อนหรือหลังเที่ยงวันรึเที่ยงคืนกันแน่วะอีก

Views: 428

Comment

You need to be a member of Manchester City Fan Club in Thailand Website to add comments!

Join Manchester City Fan Club in Thailand Website

Comment by mcfc-มีน on November 19, 2009 at 7:38am
คุณลุงนี่เก่งไม่หยุดอยู่กับที่รุย รู้เรื่องพวกนี้ด้วย

ว่าแต่ว่าพี่รุ่ง แหะๆๆ ไหนอ่า โทสับ ผมขอจองนะ เอาเครื่องที่พี่รุ่งรักที่สุดอ่า 5555

© 2020   Created by thaiMCFC.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service