ชีวิตไม่ขาดบอล

Members

Techno update with Ninja Boy 12/07/11

เปรียบมวยอีกคู่ Google+, Facebook

 

 แม้จะยังอยู่ในกลุ่มผู้ใช้ที่ค่อนข้างจำกัด แต่ต้องยอมรับว่า กระแส Google+ แพลตฟอร์มโซเชียลของกูเกิ้ลออกตัวได้ค่อนข้างแรงทีเดียว หลังจากแป๊กไปกับบริการโซเชียลอื่นๆ ที่เคยแนะนำกันไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม กระทั่งตัวผู้ใช้ที่สมัคร Google+ ช่วงแรกๆ ไป ก็ยังสับสนกับการใช้งาน เนื่องจากความคุ้นเคยทีมีในเฟซบุ๊ค (Facebook) มาก่อนนั่นเอง

และด้วยเหตุผลข้างต้น ทำให้เว็บไซต์ Technobombs ได้จัดทำ Infographic ที่จะช่วยอธิบาย Google+ ด้วยการเปรียบเทียบรูปแบบการทำงานพื้นฐานของแพลตฟอร์มโซเชียลของ Google กับ Facebook ว่ามันมีความเหมือน หรือต่างกันอย่างไร? ยกตัวอย่างเช่น Google+ Circles การจัดการ และโต้ตอบกับกลุ่มเพื่อนต่างๆ ด้วยการลาก และวาง โดยคุณสมบัติการใช้งานะคล้ายกับ Facebook Friends list เพียงแต่ทาง Facebook จะทำเป็นเมนู และการจัดกลุ่มทำได้ไม่ค่อยสะดวกนัก หรือ Google+ Huddle ที่เป็นแอพพลิเคชัน Text-Chat ที่คุยเป็นกลุ่มบนมือถือได้อย่างสะดวกสบาย อันนี้ก็จะคล้าย Facebook Chat เพียงแต่มันไม่ได้ทำเป็นแอพฯบนสมาร์ทโฟนอย่าง Google+ ส่วนการแสดงความรู้สึกถึงความชอบที่มีต่อเรื่องราวใดๆ Google+ จะมีไอคอนรูป +1 ในขณะที่ Facebook ใช้คำว่า Like เป็นต้น ในส่วนของความแตกต่างอื่นๆ ระหว่างโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งสองบริการสามารถดูได้จาก Infographic ข้างล่างนี้ครับ

 

ข้อมูลจาก:  Technobombs.com

 

Windows 8 แท็บเล็ต Core i5 จาก Dell

 รายงานข่าวล่าสุด เดือนตุลาคมที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เดลล์ (Dell) อาจจะมีซอร์ไพรส์ใหักับผู้บริโภคทั่วโลกด้วยการเปิดตัว"แท็บเล็ต"ที่ไม่มีใครเหมือน ซึ่งใช้โค้ดเนมว่า Peju เนื่องจากแหล่งข่าวอ้างว่า มันจะเป็น"แท็บเล็ต"ที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ของ Microsoft นั่นก็คือ Windows 8

ในสมรภูมิแท็บเล็ตต้องยอมรับว่า แม้ Dell จะเป็นรายๆ แรกที่เปิดตัว"แท็บเล็ต"สายพันธุ์ Android ออกมาก่อนชาวบ้าน แต่มันค่อนข้างเงียบ ไม่ว่าจะเป็น Streak 5 และ Streak 7 ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ทำให้แท็บเล็ตทั้งสองไม่โดนใจผู้บริโภค โดยเฉพาะ Streak 5 สมาร์ทโฟนที่เล็กเกินจะเป็นแท็บเล็ต และใหญ่เกินจะเป็นสมาร์ทโฟน ในขณะเดียวกัน Sreak 7 กลับไม่ค่อยมีการพูดถึงในตลาดมากนัก ส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับผู้นำตลาดอย่าง Samsung Galaxy Tab ที่มีทั้งความพร้อมในผลิตภัณฑ์ และการประชาสัมพันธ์ทางการตลาดที่ทำอย่างต่อเนื่อง 

ล่าสุด Dell ยังคงเดินหน้าในการเข้าสู่สมรภูมิแท็บเล็ตต่อไป โดยมีแผนจะเปิดตัวแท็บเล็ตรุ่นใหม่ทีมีขนาดหน้าจอ 10 นิ้ว (1920 x 1080 พิกเซล) ทำงานด้วยโพรเซสเซอร์ Intel Core i5 หน่วยความจำ 4GB สตอเรจ SSD มีสองความจุให้เลือกคือ 64GB หรือ 128GB เพียบพร้อมด้วยพอร์ตใช้งานสารพัดไม่ว่าจะเป็น USB 2 พอร์ต HDMI, mini VGA, microSD นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับกล้องหน้า 1.3 ล่านพิกเซล และกล่้องหลัง 5 ล้านพิกเซล รองรับการเชื่อมต่อ 3G และ 4G งานนี้เรียกว่า ระดมสเป็กทีทางบริษัทคาดว่าจะสามารถข่ม iPad ได้ ส่วนระบบปฎิบัติการที่ใช้กับ Peju ในเบื้องต้นน่าจะเป็น Windows 7 แต่สามารถอัพเกรดเป็น Windows 8 ได้ แบตเตอรี่อยู่ได้ 6 - 8 ชม. และหนักเพียง 1.9 ปอนด์ (ประมาณ 0.8 ก.ก.)

 

 

 

จะว่าไปแล้วสเป็กของ Peju ไม่ได้แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดสักเท่าใด มันดูเหมือน Dell ไม่ได้สนใจในคู่แข่งอย่าง iPad ของ Apple, Android 3.0 Honeycomb Tablet หรือแม้แต่ BlackBerry Playbook ของ RIM เลยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม Dell ไม่ได้พยายามเปลี่นพีซีทั่วไปให้อยู่ในรูปของแท็บเล็ต แต่กำลังสร้างอุปกรณ์โมบายที่ทำงานด้วยระบบสัมผัสอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเลือก Windows 8 และอินเตอร์เฟซระบบสัมผัสของทางบริษัทเป็นจุดเริ่มต้นในการเจาะตลาดนี้ ดังนั้นแม้ว่า Dell จะดูช้าไปสักนิดสำหรับการบุกตลาดแท็บเล็ต แต่ด้วยการเลือกองค์ประกอบให้กับแท็บเล็ตของบริมํทครั้งนี้ ก็ต้องถือว่า น่าลุ้นไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งก็คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่า แท็บเล็ตที่ทำงานด้วย Windows 8 จะสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมาจาก Apple ได้สักเท่าไร?

 

 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ tablet

 

เว็บไซต์ในข่าว: Dell

 

Google เปิตตัว e-Reader คู่แข่ง Kindle

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ Google เปิด eBookstore ในเดือนธันวาคม โดยตอนนี้ทางบริษัทกล่าวว่า อีบุ๊ค (eBook) ของ Google สามารถอ่านได้บนอุปกรณ์ Android และ iOS ที่ติดตั้งแอพฯ Google Books ในขณะที่อุปกรณ์อื่นๆ สามารถอ่านได้ด้วยเว็บบราวเซอร์ แต่ดูเหมือนรายละเอียดดังกล่าว ไม่ได้จบแค่นั้น

 

ซึ่งในตอนนั้น บริการอีบุ๊คของ Google ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่ออุปกรณ์เครื่องอ่านอิเล็กทรอนิกส์ของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับ Kindle Bookstore ของ Amazon ที่มีเครื่องอ่าน Kindle ทำงานร่วมกับหน้าร้าน หรือ B&N ที่มี Nook แต่ในวันที่ 17 กรกฎาคม เรื่องราวดังกล่าวจะเปลี่ยนไป เมื่อ iRiver Story HD ที่จะวางจำหน่ายในห้าง Target ทั่วสหรัฐฯ และบน Target.com เนื่องจากมันจะเป็นเครื่องอ่านอีบุ๊ครุ่นแรกที่เชื่อมกับแพลตฟอร์ eBook ของ Google ที่มีสำนักพิมพ์มากกว่า 7,000 ราย ซึ่งมาพร้อมกับอีบุ๊คหลายแสนเล่มไว้สำหรับจำหน่าย ขณะเดียวกันก็มีอีบุ๊คฟรีให้บริการมากกว่า 3 ล้านเล่ม โดยเจ้าของ iRiver Storey HD จะสามารถซื้อ และอ่านอีบุ๊คของ Google ผ่านระบบไร้สาย Wi-Fi และจัดเก็บอีบุ๊คของตนไว้บนระบบคอมพิวเตอร์คลาวด์ รายละเอียดทั้งหมดนี้ Google ได้ประกาศในบล็อกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แถมยังบอกอีกด้วยว่า มีเครื่องอ่านอีบุ๊คที่จะเชื่อมกับแพลตฟอร์มของทางบริษัทอีกหลายรายที่จะออกตามมา

ความจริงหนอนหนังสือสามารถอ่านอีบุ๊คของ Google ได้บนเครื่องอ่านทั่วไปในท้องตลาดได้มากกว่า 80 รุ่นแล้ว ซึ่งรวมถึง Nooks และ Sony Readers แต่ขั้นตอนในการโหลดอีบุ๊คเข้าไปไว้ในเครื่องจะค่อนข้างยุ่งยาก เนื่องจากจะต้องดาวน์โหลดอีบุ๊คเข้าไปในคอมพิวเตอร์ก่อน แล้วค่อยถ่ายโอนลงบนเครื่องอ่านอีบุ๊คผ่านทางสายสัญญาณ ในขณะที่ iRiver Story HD สามารถดาวน์โหลดอีบุ๊คจาก Google Bookstore ผ่านทางการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi ได้โดยตรง ซึ่งสะดวกกว่ามาก สำหรับ iRiver Story HD เป็นเครื่องอ่านอีบุ๊คที่มาพร้อมกับคุณสมบัติการทำงานที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะความละเอียดของจอ E-Ink ขนาด 6 นิ้วที่เป็น XGA (768 x 1024) ซึ่งมีความละเอียดคมชัดมากกว่าจอคู่แข่งในท้องตลาด 64% อีกทั้งยังมีน้ำหนักที่เบากว่าคู่แข่งอีกด้วย เพียงแค่ 7.3 ออนซ์ (ประมาณ 210 กรัม) เท่านั้น (Kindle 3 หนักเกือบ 300 กรัม) iRiver อ้างอีกว่า ในส่วนของแบตเตอรี่ในเครื่องสามารถให้ผู้ใช้เปิดอ่านอีบุ๊คได้ 14,000 หน้า หรือนานกว่า 6 สัปดาห์ในโหมดสแตนด์บายต่อการชาร์จแบตฯหนึ่งครั้ง

อย่างไรก็ตาม iRiver ยังคงต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากคู่แข่งอย่าง Amazon, B&N และ Sony คงต้อนรับน้องใหม่ในสมรภูมิเครื่องอ่านเฉพาะหน้าร้าน จุดอ่อนของ Story HD คือ มันไม่มีฟังก์ชันจอสัมผัสแบบเดียวกับ Nook แต่มันมีคีย์บอร์ด QWERTY แบบเดียวกับ Kindle ของ Amazon สนนราคาเครื่องอยู่ที่ 139.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 4,300 บาท แพงกว่า Kindle (รุ่นมีโฆษณา) ที่ราคา 114 เหรียญฯ (ประมาณ 3,500 บาท)

 

เว็บไซต์ในข่าว: Google

 

ลูกค้าแอปเปิ้ลซื้อแอพฯ มากขึ้น+แพงขึ้น


 รายงานข่าวล่าสุด Gene Munster นักวิเคราะห์จาก Piper Jaffray กล่าวว่า โมเดลธุรกิจของแอปเปิ้ล (Apple) ที่สร้างรายได้ส่วนหนึ่งจาก App Store เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นเรื่อยๆ โดยข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมาจากทาง Apple เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า จนถึงปัจจุบันมียอดดาวน์โหลด 1.5 หมื่นล้านครั้งแล้ว

สำหรับความสำเร็จของ App Store นักวิเคราะห์ Munster ได้จัดทำสถิติที่น่าสนใจ เพื่อแจกแจงให้เห็นว่า มันมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้โมเดลธุรกิจของ Apple แข็งแรงขึ้น โดยสามารถแยกแยะออกเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้

ความต้องการแอพฯมากขึ้น: เฉลี่ยแล้วเจ้าของอุปกรณ์ iOS จะดาวน์โหลด 83 แอพฯต่อเครื่องในปี 2011 เทียบกับ 51 แอพฯในปี 2010 หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มันเพิ่มขึั้นถึง 61% เลยทีเดียว "ผู้ใช้สมาร์ทโฟนต้องการใช้แอพฯ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการทำงานให้กับมือถือของพวกเขา ซึ่ง iOS เป็นผู้นำในระบบนิเวศน์ของแอพฯ" 

ซื้อแอพฯที่มีราคาแพงขึ้น: ราคาขายเฉลี่ยต่อแอพฯ เพิ่มขึ้น 14% ในปี 2011 เทียบกับลดลงไป 18% ในปี 2010 "ประเด็นที่น่าสนใจ เราพบว่า ผู้ใช้ยอมจ่ายมากขึ้น ในการที่จะเพิ่มคุณสมบัติ และเกมส์ต่างๆ เข้าไปในอุปกรณ์ iOS" กล่าวโดยสรุปคือ แม้ราคาจะแพงขึ้น แต่ผู้ใช้ยังรู้สึกถึงความจำเป็น และยินดีที่จะซื้อแอพฯในราคาดังกล่าว

แอพฯที่มีมากกว่า Android: ปัจจุบัน App Store ของ Apple มีแอพฯไว้คอยให้บริการมากกว่า 425,000 รายการ ในขณะที่ Android Market อยู่ที 200,000 รายการ และเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผานมา Google ประกาศว่า มียอดดาวน์โหลดแอพฯ 4.5 พันล้านครั้ง เทียกบับแอปเปิ้ล 15 พันล้านครั้ง เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม

ฟรีแอพฯมากมาย: แอพพลิเคชันมากกว่า 82% ที่อยู่ใน App Store เป็นของฟรี ในขณะที่ประมาณ 18% เป็นแอพพลิเคชันที่จำหน่ายในราคาเฉลี่ย 1.44 เหรียญฯ (ประมาณ 45 บาท) สำหรับราคาเฉลี่ยของแอพฯที่สูงขึ้นเป็นผลมาจากราคาแอพฯบน iPad ที่แพงกว่า อีกทั้งยังเป็นอุปกรณ์ทีช่วยให้ยอดการดาวน์โหลดเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนอีกด้วย 

ในส่วนของรายได้จาก App Store คิดเป็น 1% ของรายได้รวมของบริษัท แต่หากปราศจาก App Store บริษัท Apple ก็คงจะไม่สามารถขาย iPhone และ iPad ได้เร็วเท่าที่มันสามารถทำได้วันนี้

 

เว็บไซต์ในข่าว: Apple

 

เปรียบมวย iPhone 5 กับ Galaxy S2


สียงตอบรับชื่นชมทีมีต่อ Samsung Galaxy S2 มีให้ได้ติดตามไปทั่วเว็บ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์ที่บาง (8.5 มม.) เบา (4 ออนซ์) ได้อีก ตลอดจนสมรรถนะการทำงานที่ต้องถือว่า เป็นสมาร์ทโฟนที่แรงที่สุดในขณะนี้ ล่าสุดผ่านหลัก 3 ล้านเครื่องไปแล้ว จนหลายคนเริ่มไม่แน่ใจว่า iPhone 5 ของ Apple ที่คาดการณ์ว่าน่าจะเปิดตัวช่วงเดือนกันยายนศกนี้ เมื่อถึงเวลานั้น มันจะแรงเหมือนรุ่นก่อนๆ หรือไม่? ในขณะที่ Galaxy S2 ยังคงมียอดจำหน่ายร้อนแรงอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะยังไม่ได้วางตลาดในสหรัฐฯ

 

จากข้อมูลในขั้นต้นทีนักวิเคราะห์ได้ทำการเปรียบเทียบสเป็กของ Samsung Galaxy S2 กับเสป็กจากข่าวของ iPhone 5 พบว่า Galaxy S2 จะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่า iPhone 5 อยู่หลายประการทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น กล้องทีดีกว่า หน้าจอแสดงผลที่ใหญ่กว่า ระบบปฏิบัติการที่ตอบโจทย์ใช้งานหลากหลาย และอินเตอร์เฟซการใช้งานใหม่ๆ มากมาย โดยเฉพาะกล้องหลังทีสามารถบันทึกวิดีโอฟูลไฮเดฟฯ 1080p ตลอดจนคุณภาพของรูปถ่ายที่ไม่ธรรมดา สเป็กภายในใช้ดูอัลคอร์โพรเซสเซอร์ 1.2GHz และหน่วยความจำ 1GB ซึ่งแรงกว่าสเป็กของ iPhone 5 ที่ใช้ A5 ชิป iPad 2 นอกจากนี้ ยังมีรายงานออกมาด้วยว่า TouchWiz UI บน Android 2.3 Gingerbread ทำให้ Galaxy S2 มีอินเตอร์เฟซที่สวยงามน่าใช้มากกว่าเดิม แต่คงต้องรอดู iOS 5 ที่จะมีคุณสมบัติใหม่อีก 200 ฟีเจอร์ 

 


นอกจากจุดเด่นหลายๆ ประการข้างต้นที่เหนือกว่าสเป็ก iPhone 5 แล้ว การใช้จอแสดงผล Super AMOLED ยังทำให้ Samsung Galaxy S2 มีหน้าจอที่สวยงาม สว่างสดใส และคอนทราสสูงเป็นพิเศษ ถ้าจะมีข้อด้อยกว่า iPhone 5 ก็น่าจะเป็นเรื่องของความละเอียด อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปข้างต้นที่ออกมาจากนักวิเคราะห์หลายๆ ราย เชื่อมั่นว่า Galaxy S2 จะเป็นสมาร์ทโฟนที่เยี่ยมยอดทีสุดในตระกูล Android และมีฤทธิ์เดชมากพอที่จะต่อกรกับ iPhone 5 ของ Apple แต่ทั้งนี้คงต้องรอดูด้วยเหมือนกันว่า Apple อาจจะมีเซอร์ไพรส์ในช่วงเดือนกันยายน ศกนี้ก็ได้ (ข้อมูลเพิ่มเติม: สรุปยอดขายรวม iPhone ตั้งแต่ปี 2007 จนถึงสิ้นปี 2010 ทั้งสิ้น 73 ล้านเครื่อง )

 

เว็บไซต์ในข่าว: Samsung, Apple

 

Credit : ARIP News

Views: 126

Comment

You need to be a member of Manchester City Fan Club in Thailand Website to add comments!

Join Manchester City Fan Club in Thailand Website

© 2020   Created by thaiMCFC.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service