ชีวิตไม่ขาดบอล

Members

Android กินตลาด"สมาร์ทโฟน"เกือบครึ่ง

 รายงานข่าวล่าสุด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Canalys บริษัทวิจัยตลาดเปิดเผยว่า ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกเกือบ 50% ใช้แพลตฟอร์ม Android ของ Google โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกจะนิยมใช้สมาร์ทโฟน Android มากเป็นพิเศษ

Android เป็นซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการอุปกรณ์โมบายที่ Google ซื้อมาตั้งแต่ปี 2005 และเปิดตัวบนสมาร์ทโฟนในปี 2008 โดยปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนจากผู้ผลิตรายใหญ่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Samsung, HTC, LG และ Motorola ซึ่ง Canalys เปิดเผยว่า มันเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นอันดับหนึ่งในตลาดมากถึง 35 ประเทศในจำนวน 56 ประเทศที่ทำการสำรวจ ข้อสรุปในภาพรวมพบว่า สมาร์ทโฟนที่ใช้แพลตฟอร์ม Android ทั่วโลกมีประมาณ 48% หากเมื่อเทียบกับแอปเปิ้ลที่ขาย iPhone ไปแล้ว 20.3 ล้านเครื่อง มีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกเป็นอันดับสองทิ้งห่างจาก Android ค่อนข้างมากทีเดียวแค่ 19% เท่านั้น แต่ก็สามารถเขี่ยโนเกียตกลงมาอยู่อันดับสามได้ โดย Canals ยังเปิดเผยอีกว่า Samsung ทำยอดขายสมาร์ทโฟนได้ดีกว่า Nokia เช่นเดียวกัน

 

ปัจจุบัน Samsung จำหน่ายสมาร์ทโฟน Android ไปแล้ว 17 ล้านเครื่อง และมีอัตราการเติบโตเทียบปีต่อปีสูงถึง 421% อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Android กลับกลายเป็นหนามทิ่มแทง Google และเหล่าบรรดาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ใช้แพลตฟอร์มนี้ด้วยเหมือนกัน เนื่องจากระบบปฏิบัติการ Android ถูกฟ้องโดย Oracle ในขณะที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทีใช้โอเอสนี้ยังถูกฟ้องโดย Apple และ Microsoft อีกด้วย ซึ่งแม้ Microsoft จะมีส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนน้อยมากๆ แต่ก็ได้เงินจากบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟน Android อย่าง HTC ไปเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว อย่างไรก็ตาม คงต้องดูกันต่อไปว่า การฟ้องร้องดังกล่าวสุดท้ายจะได้ข้อสรุปอย่างไร


เว็บไซต์ในข่าว: Android

 

Chrome 13 เพิ่มฟีเจอร์ Instant Page

เมื่อวานนี้ Google ได้ออก Chrome 13 บราวเซอร์ที่กำลังมาแรงจนอาจจะแซงโค้ง Firefox ภายในปีหน้านี้ก็เป็นได้ โดยในบราวเซอร์เวอร์ชันล่าสุด ทางบริษัทได้เพิ่มฟังก์ชันใหม่ที่เรียกว่า Instant Pages เข้าไปด้วย ซึ่งฟีเจอร์นี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปิดหน้าเว็บอันดับแรกสุดจากผลลัพธ์เสิร์ชของ Google ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก

 

ทางกองบรรณาธิการเว็บไซต์ arip ได้เคยแนะนำข่าวคราวเกี่ยวกับ Instant Pages ไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยการทำงานของฟีเจอร์นี้ก็คือ มันจะมีการพรีโหลดหน้าเว็บที่ปรากฎในรายการเป็นอันดับแรกของหน้าผลลัพธ์การค้นโดย Google ซึ่งทำให้เมื่อผู้ใช้คลิกลิงค์แรกสุดในหน้าผลลัพธ์กับค้น หน้าเว็บจะถูกโหลดขึ้นมาแสดงผลได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ลิงค์ผลลัพธ์ในอันดับอื่นๆ จะไม่ได้ถูกพรีโหลดล่วงหน้าโดย Instant Page (คลิกลิงค์ปุ๊บหน้าเว็บเปิดขึ้นมาปั๊บ)

 

 

 

ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บจากผลลัพธ์การค้นเป็นนวตกรรมล่าสุดที่ต่อยอดมาจาก Google Instant ซึ่งเป็นคุณสมบัติในการเดาคำที่ผู้ใช้พยายามจะพิมพ์เข้าไปในช่องเสิร์ชพร้อมแสดงผลลัพธ์ที่ได้จาก Google โดยทาง Google ได้แนะนำฟีเจอร์นี้ตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว สำหรับ Instant Page ทาง Google อ้างว่า มันจะช่วยให้การโหลดหน้าเว็บเร็วขึ้นกว่าเดิม 2 - 5 วินาทีเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีทั้งสองนี้ จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการค้นหาได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก

 

 

 

นอกจากการเพิ่มคุณสมบัติ Instant Page เข้าไปใน Chrome 13 แล้ว Google ยังได้เพิ่มความสามารถในการพรีวิวหน้าเว็บที่ต้องการพิมพ์เข้าไปสำหรับเวอร์ชันบนแพลตฟอร์ม Windows และ Linux ส่วน Mac ยังไม่สนับสนุนเวอร์ชันนี้ สำหรับ Omnibox จะเป็นการรวมช่องป้อน URL และ Search box เข้าไว้ด้วยกันที่เดียว ไม่ได้แยกเหมือนแต่ก่อนแล้ว ส่วนอื่นๆ ก็จะมีเรื่องประสิทธิภาพความเร็วของการทำงานโดยรวมที่ดีขึ้น และแข็งแรงขึ้น สนใจดาวน์โหลด Chrome 13 คลิกที่นี่


เว็บไซต์ในข่าว: Chrome

 

Facebook เล็งผลิต "หนังสือดิจิตอล"?

รายงานข่าวล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เฟซบุ๊ค (Facebook) ประกาศการเข้าซื้อ Push Pop Press สำนักพิมพ์ดิจิตอลที่รับผลิตหนังสือบน iPad โดยผลงานที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้คนทั่วโลกของสำนักพิมพ์ก็คือ หนังสือดิจิตอลที่ชื่อ Our Choice ที่เขียนโดย Al Gore คำถามที่หลายคนสงสัยกับการตัดสินใจครั้งนี้ก็คือ เฟซบุ๊คกำลังจะเข้าสู่สมรภูมิอีบุ๊ค หรือหนังสือดิจิตอลด้วยอีกราย หรือเปล่า?

คำเฉลยที่ค่อนข้างชัดเจนก็คือ เฟซบุ๊คมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีของ Push Pop Press เข้าไปในโลกสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการแชร์คอนเท็นต์ของผู้คนในนั้น และไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าไปสู่ธุรกิจหนังสือดิจิตอลแต่อย่างใด "เราขอยืนยันว่า การเข้าซื้อ Push Pop Press บริษัทซอฟต์แวร์ที่เพิ่งเริ่มดำเนินกิจการนี้ก็เพื่อที่จะเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนเผยแพร่ และบริโภคคอนเท็นต์ดิจิตอล" เฟซบุ๊คกล่าว ข้อมูลที่ทำให้บริษัทนี้น่าสนใจก็คือ Mike Matas ผู้ร่วมก่อตั้ง Push Pop Press เป็นอดีตพนักงานของ Apple โดยเขาเป็นผู้ออกแบบยูสเซอร์อินเตอร์เฟซ อาร์ตเวิร์กของ iPhone,iPad และ OS X บน Macintosh

สำหรับผลงานชิ้นแรกของ Push Pop Press คือ หนังสือดิจิตอลที่โต้ตอบได้ชื่อว่า Our Choice ผลงานของ Al Gore ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของสาเหตุ และคำตอบที่เป็นไปในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก "เราได้สร้างวิธีเผยแพร่ และสำรวจข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ ตลอดจนกราฟิกที่โต้ตอบได้ โดยร่วมมือกับ Melcher Media และ Al Gore ในการสร้างมันเป็นหนังสือรุปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน" ข้อความอธิบายผลงานที่ปรากฎบนเว็บไซต์ pushpoppress.com "ขณะนี้ เรากำลังใช้เทคโนโลยีในการเผยแพร่คอนเท็นต์ และทุกสิ่งที่เราได้เรียนรู้มา เพื่อช่วยในการออกแบบหนังสือเล่มใหญ่ที่สุดในโลก นั่นก็คือ เฟซบุ๊ค" ข้อความที่โพสต์โดย Matas หลังจากนี้ Push Pop Press จะหยุดการผลิตหนังสือดิจิตอล และทุ่มกำลังความสามารถในการออกแบบ และพัฒนาเทคโนโลยีการเผยแพร่ และบริโภค รวมถึงการแชร์คอนเท็นต์ให้กับ Facebook ซึ่งคงต้องดูว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้จะทำให้ผู้คนเลิกสนใจ Google+ ได้ หรือไม่?

 

 

 

เว็บไซต์ในข่าว: pushpoppress.com

 

Google+ ยอดผู้ใช้ทะลุ 25 ล้านราย!!!

Google+ เปิดให้บริการเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งจากสถิติเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ด้วยระยะเวลาไม่ถึงเดือน ปรากฏว่า มีผู้ใช้บริการเว็บไซต์ Google+ มากกว่า 25 ล้านรายแล้ว โดยสถิติอัตราเร็วของการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านรายต่อวัน ComScore กล่าว ซึ่งหากเทียบกับ Facebook แล้ว แตกต่างกันมากทีเดียว โดยกว่าที่ Facebook จะสามารถดึงดูดผู้ใช้บริการได้มากถึง 25 ล้านรายจะต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี ส่วน Twitter ใช้เวลามากกว่า 30 เดือน (สองปีครึ่ง) 

 

จากข้อมูลที่ได้แสดงให้เห็นว่า การรุกเข้าสู่บริการสังคมออนไลน์ของ Google ครั้งนี้ประสบผลสำเร็จตั้งแต่เริ่มต้น และมันอาจจะใช้เวลาอีกไม่นานนักกับการที่ Google+ จะสามารถเข้าไปเบียด Facebook ผู้นำโซเชียลเน็ตเวิร์กวันนี้ อย่างไรก็ตาม บทเรียนที่น่าสนใจก็คือ MySpace สามารถเติบโตจนมีผู้ใช้บริการมากถึง 25 ล้านรายภายในไม่ถึงสองปี ซึ่งเร็วกกว่า Facebook และ Twitter แต่ในปีที่ผ่านมา ผู้ใช้บริการของ MySpace ลดลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งก็เป็นผลมาจากการพัฒนา และความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ สำหรับผู้ใช้บริการของ Google+ อันดับหนึงมาจากในสหรัฐฯ ที่สูงถึง 6 ล้านราย ตามด้วยอินเดีย 3.6 ล้าน แคนาดา และสหราชอณาจักร ประเทศละ 1 ล้านราย เยอรมันประมาณ 920,000 ราย บราซิลมากกว่า 780,000 ราย ฝรั่งเศษ และไต้หวันประเทศละประมาณ 500,000 ราย ฯลฯ


เว็บไซต์ในข่าว: Google+

 

มัลแวร์ Android ซุ่มอัดเสียงส่งแฮคเกอร์

 ข่าวด่วน!!! นักวิจัยระบบรักษาความปลอดภัยอ้างพบโทรจัน Android ที่สามารถบันทึก"เสียง"การสนทนาของคุณบนสมาร์ทโฟน แล้วจัดเก็บเป็นไฟล์ออดิโอด้วยฟอร์แมต "amr" เพื่อส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮคเกอร์ได้ โดยผูใช้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่รู้ตัว

 

"เมื่อมัลแวร์ติดตั้งตัวเองเข้าไปบนสมาร์ทโฟนของเหยื่อ มันจะทิ้งไฟล์คอนฟิกที่เก็บข้อมูลสำคัญๆ ที่ใช้ติดต่อเซิร์ฟเวอร์ปลายทางที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต และตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวขั้อง" นักวิจัยจาก CA Technologies โพสต์ไว้ในบล็อกของทางบริษัท "เมื่อผู้ใช้ทำการเรียกสาย โค้ดของมัลแวร์ก็จะถูกปลุกขึ้นมาทำงานอีกครั้ง โดยในขณะที่การสนทนากำลังดำเนินไป โทรจันจะทำการบันทึกเสียง และจัดเก็บเป็นไฟล์ไว้ในไดเร็กทอรี่ shangzhou/callrecord ในการ์ดหน่วยความจำ SDCard"

แต่ก่อนที่คุณผู้อ่านของเว็บไซต์ arip จะตกใจกันไป มีรายงานเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ ArsTechnica ระบุว่า แม้โทรจันดังกล่าวจะได้รับการออกแบบให้สามารถอัพโหลดไฟล์เสียงที่ัมันแอบบันทึกไว้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง แต่เนือ่งจากมีความผิดพลาดในการพิมพ์คำสั่งทำให้มัลแวร์ไม่สามารถดำเนินการในขั้นตอนนี้่ได้ นอกจากนี้ พวกมันยังไม่ได้แพร่กระจายตัวเองออกไปในวงกว้าง แต่มีรายงานว่ามันมีอยู่จริง ซึ่งความน่ากลัวก็คือ หากมัลแวร์ดังกล่าวถูกทำซ้ำ และดัดแปลงแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าว แล้วปล่อยกลับเข้ามาใหม่ ผู้ใช้คงต้องระวังให้ดี จะเห็นได้ว่า มัลแวร์วันนี้จะเก่งขึ้นตามการพัฒนาของโอเอส และมือถือ เพราะฉะนันผู้ใช้สมาร์ทโฟนควรให้ความสำคัญในเรืองนี้ด้วย โดยไม่พยายามติดตั้งแอพฯที่ไม่น่าเชื่อถือ (นอกเหนือจากที่อยู่ใน Android Market) และติดตั้งแอพฯป้องกันมัลแวร์

 

ข้อมูลจาก: ca community blog

 

Google ฟื้นเรียลไทม์เสิร์ชไม่ง้อ Twitter

รายงานข่าวล่าสุด Google พัฒนาบริการใหม่ๆ มากมาย และเมื่อวันหนึ่งบริการนั้นถูกปิดไป แต่นั่นไม่ได้หมายถึงการจากไปอย่างถาวร ข้อมูลจาก Mashable ระบุว่า บริการ Google Realtime Search กำลังจะกลับมาในเร็วๆ นี้ โดยเวอร์ชันใหม่ของบริการจะมีการดึงเอาข้อมูลจาก Google+ และข้อมูลจากโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ เข้ามาด้วย

 

สำหรับบริการ Realtime Search ของ Google จะเป็นการให้บริการค้นหาข้อมูลที่เกิดขึ้นณ.ขณะปัจจุบัน โดยจะมีการสตรีมข้อมูลที่เกียวข้องกับประเด็นสำคัญๆ บนโลกใบนี้จาก Twitter, Facebook และบริการโซเชียลมีเดียอื่นๆ แบบทันทีทันใด เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้ติดตามข้อมูลความเป็นไปล่าสุดที่เกิดขึ้นบนโลกไปพร้อมกับสังคมออนไลน์เหล่านี้ อย่างเช่น เหตุการณ์ลอบสังหาร Osama ทาง Google Realtime Search ก็สามารถแสดงผลการค้นหาที่มาจากทวีตต่างๆ และอัพเดตใน Facebook จากผู้ใช้ที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ทันที ซึ่งมันทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จากเสิร์ชเอ็นจิ้นมีคามเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกได้แบบเรียลไทม์ 

แต่ในขณะที่ทุกอย่างไปด้วย แต่มันก็มีอันต้องสะดุดหยุดกันไป โดย Google ได้หยุดให้บริการ Google Realtime Search เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ไม่บรรลุข้อตกลงในการเข้าถึงข้อมูลกับทาง Twitter ซึ่งการไม่สามารถสตรีมข้อมูลจาก Twitter ได้ ทำให้บริการ Google Realtime Search หมดความหมายไปพอสมควรทีเดียว เนื่องจากคุณค่าของบริการในส่วนที่เหลือไม่เพียงพอสำหรับผู้ใช้ ซึ่งเป็นเหตุให้ทาง Google ตัดสินใจปิดบริการดังกล่าวลงไป อย่างไรก็ดี หลังจาก Google ได้รับการร้องขอให้นำบริการนี้กลับมาอีกครั้ง ทางทีมงานก็ได้เปิดเผยว่า กำลังอยู่ในระหว่างเตรียมการที่จะฟื้นบริการดังกล่าวกลับมาอีกครั้ง โดยตัวแทนจาก Google ยังกล่าวอีกด้วยว่า ทางทีมงานเตรียมเพิ่มข้อมูลจาก Google+ และแหล่งข้อมูลอื่นๆ เข้ามาด้วย เพื่อให้บริการมีคุณค่ามากพอสำหรับผู้ใช้ ทั้งนี้ดูเหมือน Google จะไม่สนใจว่าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจาก Twitter อีกต่อไป

 

เว็บไซต์ในข่าว: Google

 

Lenovo IdeaPad K1 สเป็กดีราคาน่าสอย

หลังจากที่ Lenovo เปิดจอง IdeaPad K1 "แท็บเล็ต" ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว สายพันธุ์ Android 3.1 Honeycomb ในราคา 499 เหรียญฯ (ประมาณ 15,000 บาท) ล่าสุดทางบริษัทพร้อมวางตลาดช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้แล้ว

 

Lenovo IdeaPad K1 แท็บเล็ต Android ที่มีขนาดหน้าจอสัมผัส 10.1 นิ้ว (1200 x 800) ปิดทับด้วย Gorilla glass ที่มีความทนทานสูง มาพร้อมกับส่วนผสมที่ลัวระหว่างส่วนติดต่อผู้ใช้ของทางบริษัทกับแอพฯที่มีประโยชน์ และได้พรีโหลดเข้าไปในเครื่องไว้แล้ว เช่น Documents To Go 3.0 แอพฯ ที่ให้คุณสามารถแก้ไขเอกสาร Word, PowerPoint, Excel และ PDF ขณะที่ซิงค์กับพีซี หรือ Google Docs ส่วน ArcSoft Movie Story แอพฯ ตัดต่อวิดีโอคลิปพร้อมใส่เพลงแบคกราวด์ตลอดจนทรานสิชั่น และสเปเชียลเอฟเฟกต์ต่างๆ อีกเพียบ แถมยังให้บริการ ArcSync ที่เป็นสตอเรจบนคลาวด์ให้อีก 4GB นอกจากนี้ดีไซน์ของตัวเครื่องทีมาพร้อมกับสีสันฉูดฉาดบาดใจให้เลือกมากมายอีกด้วย (แดง,น้ำตาล,เหลือง,ดำ,ฟ้า,ขาว,ม่วง) ในขณะที่ราคา 499 เหรียญฯ สำหรับเวอร์ชัน 32GB เทียบแล้วถูกกว่า Samsung Galaxy Tab 10.1 และ iPad 2 ถึง 100 เหรียญฯ เลยทีเดียว แต่นั่นยังไม่เท่ากับคุณสมบัติต่างๆ ของ IdeaPad K1 ที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องของราคา

Lenovo IdeaPad K1 จะใช้โพรเซสเซอร์ดูอัลคอร์ Tegra 2 ที่ความเร็ว 1GHz พร้อมด้วยหน่วยความจำระบบ 1GB กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล นอกจากคุณสมบัติต่างๆ ที่น่่าสนใจตามที่ได้แนะนำมาข้างต้นแล้ว K1 ยังมีอุปกรณ์เสริมที่น่าใช้งานอีกด้วย อย่างเช่น ด็อคกิ้งที่สามารถชาร์จ และซิงค์ข้อมูลได้พร้อมกัน อีกทั้งยังเป็นขาตั้งหน้าจอที่ออกแบบมาถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์อีกด้วย และที่ขาดไม่ได้คือ พอร์ตเชื่อมต่อสำคัญๆ อย่าง micro USB, HDMI และพอร์ตออดิโอ และไมโครโฟน อีกทั้งยังมีพอร์ต USB 2.0 ให้อีก 1 พอร์ดด้วย ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อคีย์บอร์ด เพื่อใช้งานแบบโน้ตบุ๊คได้อีกต่างหาก ในส่วนของแบตเตอรี่ Lenovo IdeaPad K1 สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 8 ชั่วโมง และหากใช้ Wi-Fi ด้วยจะได้ประมาณ 7 ชั่วโมงเลยทีเดียว ด้วยราคาที่ถูกกว่า 100 เหรียญฯ กับสเป็กโดยรวมที่ไม่เป็นรองใคร ทำให้ Lenovo IdeaPad K1 เป็น"แท็บเล็ต"ที่น่าสนใจไม่น้อย

 

 

 

 


เว็บไซต์ในข่าว: Lenovo

 

ส่วนแบ่ง"วินโดวส์โฟน"หด WP7 เอาไม่อยู่

ในขณะที่ตลาดโมบายกำลังชื่นมื่นกับ Android ที่มีส่วนแบ่งตลาดผู้ใช้เกือบครึ่ง ส่วนทางด้านสาวก Apple มองว่า นั่นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสำเร็จ และยังมีหมัดเด็ดรออยู่ในอีกเดือนสองเดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ยังมีระบบปฏิบัติการบนสมาร์ทโฟนอีกตัวหนึ่งที่ไม่ได้สนุกไปกับเกมช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดดังกล่าวด้วย นั่นก็คือ Windows Phone 7 ของ Microsoft

 

รายงานข่าวล่าสุด ComScore ระบุว่า ส่วนแบ่งตลาดผู้ใช้วินโดวส์โฟนในสหรัฐตกลงจาก 7.5% ในไตรมาสแรกของปี 2011 เหลือ 5.8% ในไตรมาสที่สอง อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวที่ออกมาหาได้ทำให้ Microsoft รู้สึกกังวลแต่อย่างใด ซึ่งตัวเลขรายได้จากธุรกิจสมาร์ทโฟน Windows Phone 7 และ Windows Mobile ของ Microsoft จะอยู่ที่ประมาณ 613 ล้านเหรียญฯ ประเด็นคือ Microsoft เคยประมาณการไว้ว่าจะสามารถทำยอดขายได้อย่างน้อย 3 เท่าของ Android อย่างไรก็ตาม Steve Ballmer ยอมรับว่า ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนของบริษัทเล็กมาก แต่มั่นใจว่า ผู้ใช้จะได้เห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดของส่วนแบ่งตลาดนี้ เมื่อ Microsoft เดินเครื่องเต็มที่ แต่หลังจากทางบริษัทได้คลอด Windows Phone 7 ออกมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หรือต้องรอให้ Nokia วางจำหน่ายเวอร์ชัน WP7 (Mango) เสียก่อน

แม้กระแสของ Mango และการร่วมมือกับ Nokia จะเป็นที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคพอสมควร แต่ในอีกเดือนสองเดือนข้างหน้า Apple เตรียมเปิดตัว iPhone 5 (iPhone 4S) ในขณะที่ทางบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟน Android ซึ่งตั้งท่ารออยู่แล้ว ก็คงมีการเปิดตัวออกมาต้อนรับอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้น กระแสของ Mango และ Nokia จะสามารถเอาชนะใจผู้บริโภคทั้งเก่า และใหม่ที่กำลังรอ iPhone 5 กับสมาร์ทโฟน Android รุ่นใหม่อยู่ได้ หรือไม่? คงต้องรอดูกันต่อไป แต่ตอนนี้คงต้องหยุดการหดตัวของส่วนแบ่งตลาดที่เกิดชึ้นในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาให้ได้ก่อน คุณผู้อ่านของ arip ล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับปรากฎการณ์นี้

 

เว็บไซต์ในข่าว: Microsoft

 

Views: 121

Comment

You need to be a member of Manchester City Fan Club in Thailand Website to add comments!

Join Manchester City Fan Club in Thailand Website

Comment by City on August 13, 2011 at 10:16am
ล่อใจนู๊มากเจ้าคร๊ คริคริ

© 2020   Created by thaiMCFC.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service