ชีวิตไม่ขาดบอลวันจันทร์ที่ 22 มกราคม

พรีเมียร์ลีก
03.00 น. สวอนซี ซิตี้ - ลิเวอร์พูล beIN Sport 1(676)
ลาลีก้า
03.00 น.เออิบาร์ - มาลาก้า beIN Sport 2(677)
เซเรีย อา
02.45 น. ยูเวนตุส - เจนัว beIN Sport 3(678)

Members

ผีแดง - หงส์แดง ‘ยืนระยะ‘

ผีแดง - หงส์แดง ‘ยืนระยะ‘

สนับสนุนเนื้อหา Sport Radio

ผีแดง - หงส์แดง ‘ยืนระยะ‘ 
ผีแดง - หงส์แดง ‘ยืนระยะ‘

ฟุตบอล : สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาฟุตบอลลีกยุโรปกลับมาลงทำการแข่งขันกันอีกครั้งแบบถ้วนหน้าถ้วนตา ซึ่งก็เชื่อว่าบรรดาคอลูกหนังทั้งหลายจะยินดีปรีดากันไปตามๆกัน

หลังตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาทั้งที่กำลังเชียร์บอลลีกกันอย่างสนุกสนาน มันก็ดันต้องมานั่งหงอยกับเบรกทีมชาติอยู่ร่ำไป เหมือนกินข้าวแล้วยังไม่ทันกินหมดก็โดนเรียกใช้งาน หรือประมาณเล่นเกมอยู่แล้วแม่เรียกอะไรทำนองนั้นกันเลยทีเดียว แต่กลับมาทำการแข่งขันกันอีกครั้งรอบนี้นั้นแตกต่างออกไป

เพราะปกติหลังจบเกมทีมชาติทีมดังๆ ใหญ่ๆ มักผลงานไม่ค่อยดี เนื่องจากนักเตะตัวหลักที่ได้โอกาสรับใช้ชาติต่างก็เหนื่อยล้ากลับมา แต่เบรกทีมชาติรอบนี้เป็นเบรกที่ไม่สลักสำคัญอะไรมาก เนื่องจากรอบคัดเลือกของ ฟุตบอลโลก2014 ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อย และสามารถพักนักเตะหลายรายเพื่อลองทดสอบใช้งานนักเตะรายอื่นที่ไม่ค่อยได้ใช้งานลงบ้าง ทำให้นักเตะของหลายๆ ทีมได้อานิสงส์นี้ไปด้วย และกลับมาเล่นกันอย่างเต็มที่ในระดับสโมสรนั่นเอง

เมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้เข้าทางปืนเมื่อทอฟฟี่ติดคอหงส์แดง

อย่างไรก็ตามหากเอ่ยถึงเฉพาะ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะมีอยู่ 2 เกมในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นคือ "เมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้" ระหว่างทีมร่วมเมืองอย่าง เอฟเวอร์ตัน เปิดบ้านรับการมาเยือนของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ที่ผลการแข่งขันจบลงด้วยสกอร์ 3-3 แบบมันส์สุดติ่ง เรื่องผลไม่เท่าไหร่

แต่ไฮไลท์ไปอยู่ที่จังหวะกระโดดยันพับในของ เควิน มิราลลาส ห้องเครื่อง "ทอฟฟี่เมน" ที่บรรจงถีบใส่ หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าของ "หงส์แดง" แบบเต็มรัก เหล่า "เดอะ ค็อป" รวมทั้งกุนซืออย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส งงเต้กเป็นไก่ตาแตกว่า ไหงแข้งเอฟเวอร์โตเนี่ยนไม่โดนแดง เพราะเชิ้ตดำในเกมอย่าง ฟิล ดาวด์ ก็ออกอาการใจดีเกินเหตุแจกแค่ใบเหลืองเท่านั้น แถมหลังแข่งเสร็จคนกระทำอย่าง มิราลลาส ยังออกมารับแบบหน้าซื่อตาใสว่า "ผมตั้งใจถีบนะครัชชชช ล้างแค้นกับที่เจ้าเหยินมันทำกับผมไว้เมื่อฤดูกาลก่อนหน้านี้นะ แหม่!!"

แต่เกมดาร์บี้ของเมือง ลิเวอร์พูล ก็ยังไม่ฮือฮาเท่ากับเกมที่ เวลส์ อย่าง คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ เปิดบ้านรับการมาเยือนของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมเยือนนั้นพกความมั่นใจมาเต็มรัก หลังเอาชนะจ่าฝูงอย่าง อาร์เซน่อล ได้ในเกมก่อน ส่วนเจ้าบ้านสถานการณ์น่าเป็นห่วงเพราะชนะแค่ 2 นัดจาก 11 เกมล่าสุดในทุกรายการ

ทำให้ใครต่อใครต่างก็มั่นใจวันนี้ "ผีแดง" จะมาผงาดง้ำค้ำโลกให้คนเวลส์ดูเป็นขวัญตา แม้จะไร้เงาของหัวหอกตัวเก่งอย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ก็ตามที และดูเหมือนอะไรๆ จะเป็นใจให้ลูกทีมของ เดวิด มอยส์ เพราะแค่ 15 นาที เวย์น รูนี่ย์ ก็ส่งบอลซุกก้นตาข่ายให้อดีตแชมป์ขึ้นนำก่อนแต่ไก่โห่ แน่นอนว่าเหล่า "เร้ด อาร์มี่ส์" ทั้งหลายหมายมั่นปั้นมือว่า 3 แต้มวันนี้ไม่น่าหลุดไปไหนแน่

อดีตเยาวชนยอดเยี่ยมจากการโหวตของแฟนผียิงประตูทีมอู่ข้าวอู่น้ำทำเอาผีสะดุด

เกมดำเนินต่อไปแบบอึดอัดพอสมควร แล้ว แมนฯ ยูฯ ก็ต้องทำตามกฎ "ยิงประตูทีมเก่า" เมื่อ เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์ อดีตเด็กปั้นของทีมตัวเองยิงประตูตีเสมอในนาทีที่ 33 ตามระเบียบ แต่เมื่อเร่งเครื่องอีกครั้งก็มาได้ประตูขึ้นนำในช่วงท้ายครึ่งแรกจากลูกโหม่งของ ปาทริช เอวร่า ถึงตรงนี้เหลืออีกแค่ 45 นาทีก็จะพก 3 แต้มกลับบ้านสมใจ

แต่เล่นไปๆ เรื่อยๆ ท้ายครึ่งหลังก็มาโดน "ตี๋คิม" ที่ไม่รู้ว่าเป็นญาติฝ่ายไหนของ "ตี๋ปาร์ค" (หน้าโคตรคล้ายกันเลย) โหม่งประตูตีเสมอในช่วงท้ายเกม จาก 3 เลยได้แค่ 1 แต้ม ผมจำได้ว่าผมรายงานคู่นี้อยู่ ยังพูดอยู่ว่า "แมนฯ ยูฯ ห้ามพลาดนะครับ พลาดไม่ได้เลยนะครับ" พูดจบปั๊ปมันโดนตีเสมอเลย (แอบคิดในใจว่าอาจเพราะผมบอกว่า "ห้ามพลาด")

คำครหากระจายตัวกันออกไปยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง บ้างก็ว่า มอยส์ เปลี่ยนตัวไม่ได้เรื่องจนทำให้แค่เสมอ บ้างก็ว่า รูนี่ย์ ทำไมไม่ยิ่งประตูในช่วงท้ายเกมให้ได้ ทั้งที่หลุดไปขนาดนั้นแต่ดันส่งให้ แดนนี่ เวลเบ็ค แบบไม่น่าส่ง หรือบ้างก็ว่าแข้งแมนฯ ยูฯ ชุดนี้อาจเป็นชุดที่ปวกเปียกที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ผมกลับคิดว่าปัญหาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเวลานี้คือการ "ยืนระยะ" ครับ และมันเกิดขึ้นได้กับบรรดาทีมผลัดใบทุกทีมบนโลกใบนี้

ดูตัวอย่างทีมชาติฝรั่งเศส ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่สุดของโลกกว่าครึ่งทศวรรษ แต่แล้วก็มาสะดุดแบบตกรอบแรกของฟุตบอลโลกแบบน่าอายในปี 2002 อีกทั้งยังไม่มีทีท่าว่าฟื้นตัวกลับมาจนถึงปัจจุบันนี้ บาเยิร์น มิวนิค โคตรทีมของ ลีก บุนเดสลีกา เยอรมัน ไม่ได้แชมป์ลีกติดต่อกัน 2 ปีก่อนจะมาคว้าทริ้ปเปิ้ลแชมป์แบบละโมบเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

หรือแม้แต่ทีมรักของผมอย่าง "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ที่มีหลายต่อหลายครั้งในหลายๆ ฤดูกาลที่ผ่านมามีท่าทีเหมือนว่าจะลุ้นแชมป์ได้ แต่สุดท้ายก็แพ้ภัยตัวเองไม่ประสบความสำเร็จใดๆมากว่า 8 ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดต่างประสบปัญหาในเรื่องของการ "ยืนระยะ" ทั้งสิ้นครับ

จะโทษ มอยส์ ก็ไม่ถูกเพราะ มอยส์ ก็คงมึนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นกันได้แค่เนี้ยะ

ปกติทีมอย่าง แมนฯ ยูฯ คือทีมที่มีโชคกับการได้ประตูจากคู่แข่งในช่วงครึ่งหลัง แต่เมื่อตัวหลักอย่าง ไมเคิ่ล คาร์ริค และตัวแทนอย่าง ฟิล โจนส์ ต่างพร้อมใจกันเดี้ยงก็ไม่แปลกอะไรที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ นี่เป็นการบ้านชิ้นใหญ่ที่ เดวิด มอยส์ ต้องแก้ให้สนิทกว่านี้

เพราะแม้ว่าเริ่มจะกลับมามีลุ้นแชมป์กับเขาบ้างแล้ว แต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน ว่ากันว่าทีมที่ดีพอกับการคว้าแชมป์ได้จำเป็นจะต้องมีครบทั้งนักเตะที่ดี ระบบที่ดี กุนซือที่ดี และดวงที่ดี ขาดส่วนประกอบส่วนใดไปไม่ได้แม้แต่น้อย

แม้แต่ปัจจุบันที่ อาร์เซน่อล กำลังฟอร์มดีแบบนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกถึง 4 คะแนน ผมก็ยังไม่เคยมั่นใจว่าปีนี้พวกเขาจะเป็นแชมป์ ทั้งหมดขึ้นอยู่ที่การ "ยืนระยะ" ทั้งนั้น

อธิคม ภูเก้าล้วน เรียบเรียง

ที่มา http://sport.sanook.com

ติดตามข่าวสารทีมได้ที่ http://mcfc.in.th/

Views: 160

Comment

You need to be a member of Manchester City Fan Club in Thailand Website to add comments!

Join Manchester City Fan Club in Thailand Website

© 2018   Created by thaiMCFC.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service